Translation:Emergency Decree on Public Administration in States of Emergency, 2548 BE

From Wikisource
Jump to navigation Jump to search
Emergency Decree on Public Administration in States of Emergency, 2548 BE  (2005) 
by 55th Cabinet of Thailand; Thaksin Shinawatra, Prime Minister, translated from Thai by Wikisource

Seal of the Royal Command

พระราชกำหนด
การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ศ. ๒๕๔๘


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
เป็นปีที่ ๖๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

Seal of the Royal Command

Emergency Decree
on Public Administration in States of Emergency,
2548 BE


Bhumibol Adulyadej R

Given on the 16th July of August 2548 BE [2005]
Being the 60th year of the present reign

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า Phra Bat Somdet Phra Paramin Maha Bhumibol Adulyadej has issued with his pleasure a great royal command that it be proclaimed as follows:
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน Whereas it is appropriate to improve the law on public administration in states of emergency;
พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย [Whereas] this Emergency Decree contains certain provisions relating to the restriction of personal rights and freedoms, which section 29, in conjunction with section 31, section 35, section 36, section 37, section 44, section 48, section 50, and section 51, of the Constitution of the Kingdom of Thailand, permits to be done by virtue of the powers under legal provisions;
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ Therefore, he grants with his gracious pleasure, by virtue of the power under section 218 of the Constitution of the Kingdom of Thailand, the enactment of the following Emergency Decree:
มาตราพระราชกำหนดนี้เรียกว่า "พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘" Section1.This Emergency Decree is called the "Emergency Decree on Public Administration in States of Emergency, 2548 BE".[1]
มาตราพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป Section2.This Emergency Decree shall come into force as from the day of its publication in the Government Gazette onwards.
มาตราให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๔๙๕ Section3.The Act on Public Administration in States of Emergency, 2495 BE [1952], shall be repealed.
มาตราในพระราชกำหนดนี้ Section4.In this Emergency Decree:
"สถานการณ์ฉุกเฉิน" หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือการสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง "state of emergency" means a situation which affects or may affect the peace and order of the people, or is detrimental to the security of the State, or may cause the Country or any particular part of the Country to be under a critical state, or [in which] the commission of an offence relating to terrorism according to the Penal Code, a fighting, or a war is present, and [which thus] requires urgent measures for maintaining the government under the democratic regime with a Monarch as Head [of State] according to the Constitution of the Kingdom of Thailand, the independence and integrity of the territory, the interests of the Nation, the observance of law, the safety of the people, the normal and peaceful subsistence of the people, the protection of rights and freedoms, the common peace and order or interests, or the aversion or rectification of injury from a public disaster which occurs in an urgent and serious manner;
"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ "competent authority" means a person appointed by the Prime Minister to perform the duties under this Emergency Decree.
มาตราเมื่อปรากฏว่า มีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น และนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ร่วมกันป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง ฟื้นฟู หรือช่วยเหลือประชาชน ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตบางท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ ในกรณีที่ไม่อาจขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีได้ทันท่วงที นายกรัฐมนตรีอาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน แล้วดำเนินการให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในสามวัน หากมิได้ดำเนินการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในเวลาที่กำหนด หรือคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ ให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง Section5.When a state of emergency appears to have occurred and the Prime Minister finds it appropriate to use forces of administrative or police authorities, civilian authorities, or military authorities to jointly carry out [acts of] prevention, rectification, suppression, abatement, termination, rehabilitation, or provision of assistance to the people, the Prime Minister shall have the power to, with approval of the Council of Ministers, announce a state of emergency to be enforced throughout the Kingdom or in certain areas or districts according to the necessity of the situation. In the event that the approval of the Council of Ministers cannot be sought promptly, the Prime Minister may announce the state of emergency first and arrange for it to be approved by the Council of Ministers within three days. If he fails to arrange for it to receive the approval of the Council of Ministers within the designated time or [if] the Council of Ministers withholds its approval,[2] the announcement of the said state of emergency shall come to an end.
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราวละไม่เกินสามเดือน The announcement of a state of emergency according to paragraph 1 shall apply throughout the time designated by the Prime Minister, but not over three months reckoned from the day the announcement is made. In the event of necessity to extend the period [of its application], the Prime Minister shall have the power to, with approval of the Council of Ministers, announce extensions of the period of its application, one at a time[3] [and] not over three months each.
เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น When the state of emergency has come to an end, or when the Council of Ministers withholds its approval,[2] or when the time limit under paragraph 2 comes to an end, the Prime Minister shall announce repealing the announcement of such state of emergency.
มาตราให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ติดตามและตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศที่อาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา ๕ หรือสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงตามมาตรา ๑๑ และในการใช้มาตรการที่เหมาะสมตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อการป้องกัน แก้ไข หรือระงับสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น Section6.There shall be a State of Emergency Administration Committee consisting of the Deputy Prime Minister authorised by the Prime Minister, serving as its president; the Minister of Defence, the Minister of Interior, and the Minister of Justice, service as its vice presidents; the Permanent Secretary for Defence, the Permanent Secretary for Foreign Affairs, the Permanent Secretary for Social Development and Human Security, the Permanent Secretary for Interior, the Permanent Secretary for Justice, the Director of the National Intelligence Bureau, the Attorney-General, the Chief of Defence Forces, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Army, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Navy, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Police, the Director-General of the Department of Provincial Administration, and the Director-General of the Department of Prevention and Mitigation of Disasters, serving as its members; and the Secretary-General of the Council of National Security, serving as its member and secretary. [The committee] has the powers and duties to follow up and examine the situations which have occurred, both inside and outside the Country, [and] which may lead to a state of emergency, in order to recommend to the Prime Minister the necessity to announce a state of emergency according to section 5 or a serious state of emergency according to section 11 and the application of appropriate measures according to this Emergency Decree for the purpose of preventing, rectifying, or abating such state of emergency.
ความในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๕ ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนอันอาจเป็นภัยต่อประเทศหรือประชาชน The text of this section does not affect the exercise by the Prime Minister of the power under section 5 to announce a state of emergency when there arises an incident of urgent necessity which may be detrimental to the Country or its people.
มาตราในเขตท้องที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา ๕ ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือหลายกระทรวง หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือที่มีอยู่ตามกฎหมายใดก็ตาม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับ ยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การสั่งการและการแก้ไขสถานการณ์เป็นไปโดยมีเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ Section7.In the area of the districts where a state of emergency is announced according to section 5, all the powers and duties of a minister responsible for any particular ministry or for several ministries, or [the powers and duties under any] laws of which [the minister] is in charge, or [the powers and duties] which [the minister] has according to any laws shall, only in respect of [the giving of] approval, endorsement, directions, [or] commands, or the [provision of] aid to prevent, rectify, suppress, abate, [or] terminate the state of emergency, or the rehabilitation [of or provision of] assistance [to] the people, transfer to the Prime Minister as his temporary powers and duties, in order that [the giving of] directions [concerning] and the rectification of the situation would be in a uniform, expeditious, and effective manner.
การกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายใดทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนด The powers and duties of a minister under any law [which shall] become the powers and duties of the Prime Minister according to paragraph 1, [whether] in whole or in part, shall be as designated by an announcement of the Council of Ministers.[4]
ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ และเพื่อปฏิบัติงานตามกฎหมายที่ได้รับโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง โดยให้ถือว่า บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ในการนี้ นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้ส่วนราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไปก็ได้ แต่ต้องปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีกำหนด The Prime Minister shall have the power to appoint [any] persons as competent authorities for performing the duties under this Emergency Decree and for performing the works under [any] laws which have transferred to the Prime Minister as his powers and duties according to paragraph 1. The persons appointed as competent authorities shall be deemed to be invested with the powers under those laws. In this regard, the Prime Minister may authorise the public service entities or competent authorities under those laws to continue exercising the powers and duties as before, but they must perform their works in line with the criteria designated by the Prime Minister.
ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ หรือทหาร ซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี ผู้บัญชาการตำรวจ แม่ทัพ หรือเทียบเท่า เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่และบังคับบัญชาข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการนี้ ให้การปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามการสั่งการของหัวหน้าผู้รับผิดชอบนั้น เว้นแต่การปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้กำลังทหาร แต่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินการที่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำหนด In the event that the Prime Minister appoints as a competent authority a civil servant, police [officer], or military [officer] whose office is not lower than director-general, police commander, military commander, or an equivalent, and designates him as the chief officer responsible for the rectification of the state of emergency on the spot and [as] the commander of governmental servants and competent authorities, the performance of duties by the relevant governmental service entities and governmental servants as well as by the competent authorities shall be as directed by such chief officer, save the performance of military duties, [which] shall be in accordance with the laws, rules, or regulations relating to the use of military forces, yet it must [still] be in line with[5] such guidance as designated by the person who has been appointed as the chief officer.
ในกรณีที่มีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีอาจให้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเป็นการเฉพาะ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้เป็นการชั่วคราวได้จนกว่าจะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน In the event of necessity, the Council of Ministers may permit the establishment of special ad hoc agencies to perform the duties under this Emergency Decree for a time until the announcement of the state of emergency is repealed.
นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ใช้อำนาจตามวรรคหนึ่ง วรรคสาม หรือวรรคสี่แทน หรือมอบหมายให้เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคสาม หัวหน้าผู้รับผิดชอบตามวรรคสี่ และหน่วยงานตามวรรคห้าได้ และให้ถือว่า เป็นผู้บังคับบัญชาหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ข้าราชการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง The Prime Minister may authorise one or several Deputy Prime Ministers to exercise the power under paragraph 1, paragraph 3, or paragraph 4 on his behalf, or [may] authorise [them] to supervise the performance of work by the relevant governmental service entities, the competent authorities under paragraph 3, the chief officer under paragraph 4, and the agencies under paragraph 5, and [they] shall be deemed to be the commander of the chief officer [and the] relevant governmental servants and competent authorities.
มาตราเพื่อประโยชน์ในการประสานการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์และความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตพื้นที่ นายกรัฐมนตรี หรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย อาจมีคำสั่งแต่งตั้งคณะบุคคลหรือบุคคลเป็นที่ปรึกษาในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ได้ Section8.For the purpose of coordinating the performance of work within the zones where a state of emergency is announced so that it be appropriate for and be in line with the nature of the incident and the livelihoods of the local people, the Prime Minister or the person authorised by the Prime Minister may order appointing groups of persons or persons as advisors in [regard to] the performance of work by the competent authorities or as assistants to the competent authorities for the performance of the duties under this Emergency Decree.
ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง The persons appointed according to paragraph 1 shall enjoy the same protection as [that for] the performance of work by the competent authorities, subject to the scope of the duties for which they are appointed.[6]
มาตราในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วหรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้ Section9.In the event of necessity for the rectification of a state of emergency to put an end to it with dispatch or [for] the prevention of more serious incidents from occurring, the Prime Minister shall have the power to issue the following ordinances:
(๑)ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น (1)prohibiting any persons from coming out of [their] residences during a period of time as designated, save where they have obtained permission from the competent authorities or are exempted persons;
(๒)ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย (2)prohibiting assemblies or gatherings at any places or the commission of any acts which incite unrest or disorder;
(๓)ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร (3)prohibiting the presentation of news, the disposal[7] or circulation of writings, printing, or any other media which contain messages that may cause fear to the people, or the wilful distortion of information to cause misunderstanding in [regard to] the state of emergency to the extent affecting the security of the State or the peace and order or good morals of the people, whether [only] in the zones where the state of emergency is announced or throughout the Kingdom;
(๔)ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ (4)prohibiting the use of transportation routes or the use of vehicles, or designating the conditions for the use of transportation routes or the use of vehicles;
(๕)ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ (5)prohibiting the use of buildings or the entry into or stay in any places;
(๖)ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด (6)requiring people to evacuate designated zones for the safety of those people [themselves], or prohibiting anyone from entering designated zones.
ข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้ The ordinances under paragraph 1 may contain[8] time clauses for the observance of the ordinances [themselves] or conditions for the performance of work by the competent authorities, or the competent authorities may be authorised to designate additional zones and details,[9] in order to prevent [any] performance which causes immoderate trouble to the people.[10]
มาตรา๑๐เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถกระทำได้โดยรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีอาจมอบอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามมาตรา ๗ วรรคสี่ เป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา ๙ แทนก็ได้ แต่เมื่อดำเนินการแล้ว ต้องรีบรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว และถ้านายกรัฐมนตรีมิได้มีข้อกำหนดในเรื่องเดียวกันภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกข้อกำหนด ให้ข้อกำหนดนั้นเป็นอันสิ้นผลใช้บังคับ Section10.For the purpose of enabling the rectification of problems in the zones where a state of emergency occurs to be done with dispatch, the Prime Minister may authorise the competent authority who has been appointed as the chief officer according to section 7, paragraph 4, to exercise the power to issue the ordinances under section 9 on his behalf. But once this power has been exercised,[11] a report must be made with dispatch to the Prime Minister for his knowledge, and if the Prime Minister does not give the same ordinances within forty-eight hours reckoned from the time the competent authority issued the ordinances, those ordinances shall lose their applicable force.
มาตรา๑๑ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม Section11.In the event where a state of emergency involves terrorism [or] the use of force to inflict injury upon life, body, or property, or there arises a reasonable belief that an act is being committed, of which the seriousness affects[12] the security of the State [or] the safety of the life or property of the State or [of] a person, and it is necessary to swiftly rectify the problems so as to bring them to an end in an effective or prompt manner, the Prime Minister shall have the power to, with the approval of the Council of Ministers, announce such state of emergency to be a serious state [of emergency],[13] and the text of section 5 and section 6, paragraph 2, shall apply mutatis mutandis.
เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย Upon issuing the announcement according to paragraph 1, the Prime Minister shall also have the following powers in addition to the powers under section 7, section 8, section 9, and section 10:
(๑)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใด ๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง (1)to announce that the competent authorities have the power to arrest and keep in custody the persons suspected of participating in causing the state of emergency, or of being abettors, publishers,[14] or accessories in such an act, or of concealing the information about the act which causes the state of emergency; [prescribed,] however, [that this power shall be exercised] only to the extent necessary for preventing those persons from committing or joining in the commission of any act which would lead to a serious incident or for bringing about cooperation in the abatement of a serious incident;
(๒)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน (2)to announce that the competent authorities have the power to order summoning any persons to report to the competent authorities or to appear and give statements or surrender any documents or evidence in connection with the state of emergency;
(๓)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน (3)to announce that the competent authorities have the power to order seizing or attaching weapons, goods, consumables, chemical substances, or any other objects in the event where there arises a reasonable belief that they have been used or are to be used to cause or support the causing of the state of emergency;
(๔)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้า จะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที (4)to announce that the competent authorities have the power to order searching, dismantling, removing, or destroying [any] buildings, structures, or barriers when it is necessary for[15] the performance of the duties to abate a serious incident to put an end to it with dispatch and [when] the incident would not be abated promptly should [any] delay be allowed;
(๕)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสารใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม (5)to announce that the competent authorities have the power to order censorship of letters, writings, printing, telegraphs, telephone [conversations], or communication by any other means, as well as order the abatement or termination of any contact or communication, in order to prevent or abate a serious incident; prescribed that [this] must mutatis mutandis follow the criteria designated in the law on special investigation;
(๖)ประกาศห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน (6)to announce prohibiting the carrying out of any acts or requiring the carrying out of any acts, in so far as necessary for maintaining the security of the State, the safety of the Country, or the safety of the people;
(๗)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การออกไปนอกราชอาณาจักรจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประเทศ (7)to announce that the competent authorities have the power to order preventing any persons from leaving the Kingdom when there arises a reasonable belief that [their] leaving of the Kingdom would affect the security of the State or the safety of the Country;
(๘)ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม (8)to announce that the competent authorities have the power to order aliens to leave the Kingdom in the event where there arises a reasonably belief that they are accessories in causing the state of emergency; prescribed, however, that the law on immigration shall apply mutatis mutandis;
(๙)ประกาศให้การซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธ สินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจใช้ในการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายกรัฐมนตรีกำหนด (9)to announce that buying, selling, using, or having in possession any weapons, goods, consumables, chemical substances, or materials which may be used to cause unrest or terrorism is required to be reported to or permitted by a competent authority or [is required] to follow the conditions designated by the Prime Minister;
(๑๐)ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจระงับเหตุการณ์ร้ายแรงหรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ โดยการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารจะทำได้ในกรณีใดได้เพียงใด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่ากรณีที่มีการใช้กฎอัยการศึก (10)to order the use of military forces to help administrative or police authorities abate a serious incident or control the situation in order to quickly restore peace; prescribed, however, that the military shall, in performing its duties, have the same powers and duties as the powers and duties of the competent authorities under this Emergency Decree, [and that] when and how the military can exercise its powers and duties shall be subject to the conditions and time clauses designated by the Prime Minister, but not in excess of the events in which the martial law is enforced.
เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว When the serious incident according to paragraph 1 has come to an end, the Prime Minister shall announce repealing the announcement under this section with dispatch.
มาตรา๑๒ในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยตามประกาศในมาตรา ๑๑ (๑) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจหรือศาลอาญาเพื่อขออนุญาตดำเนินการ เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวได้ไม่เกินเจ็ดวัน และต้องควบคุมไว้ในสถานที่ที่กำหนด ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลเพื่อขยายระยะเวลาการควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละเจ็ดวัน แต่รวมระยะเวลาควบคุมตัวทั้งหมดต้องไม่เกินกว่าสามสิบวัน เมื่อครบกำหนดแล้ว หากจะต้องควบคุมตัวต่อไป ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา Section12.In arresting and keeping in custody a suspect according to an announcement [issued] in [accordance with] section 11(1), the competent authority shall apply to the court of competent jurisdiction or the Criminal Court for permission to conduct the activity. Upon receiving the permission from the court, the competent authority shall have the power to arrest [the person] and keep [him] in custody [for a period] not over seven days, and [the person] must be kept in custody at a designated place which is not a police station, place of detention, penal institution, or prison, and such person shall not be treated as an offender. In the event of necessity to continue keeping [the person] in custody for the sake of the rectification of the state of emergency, the competent authority shall apply to the court for extending the period of custody for seven more days at a time,[16] but the total period of custody must not be more than thirty days. Upon completion of the [time] limit, the activity shall be proceeded with in accordance with the Criminal Procedure Code.
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลนั้นเสนอต่อศาลที่มีคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง และจัดสำเนารายงานนั้นไว้ ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ญาติของบุคคลนั้นสามารถขอดูรายงานดังกล่าวได้ตลอดระยะเวลาที่ควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ In conducting the activity under paragraph 1, the competent authority shall produce a report relating to the arrest and keeping in custody of such person and submit [the report] to the court that granted[17] the permission under paragraph 1, and [shall] make a copy of the report [and keep the copy] at the office of the competent authority for the relatives of such person to inspect at any time throughout the period the person is kept in custody.
การร้องขออนุญาตต่อศาลตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการขอออกหมายอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม [In regard to] the application for the permission of the court according to paragraph 1, the provisions of the Criminal Procedure Code relating to the procedure of the application for a criminal warrant shall apply mutatis mutandis.
มาตรา๑๓สิ่งของหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ประกาศตามมาตรา ๑๑ (๙) หากเป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร นายกรัฐมนตรีอาจประกาศให้ใช้มาตรการดังกล่าวทั่วราชอาณาจักรหรือในพื้นที่อื่นซึ่งมิได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นด้วยก็ได้ Section13.If the things or materials announced under section 11(9) are devices or parts of devices which are used for communication, the Prime Minister may announce that the measure as said [in such subsection] be applied throughout the Kingdom or [be applied] additionally to the other zones than those where the state of emergency has been announced.
มาตรา๑๔ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งตามมาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๕ เมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย Section14.Upon coming into force, the regulations, announcements, and orders under section 5, section 7, section 8, section 9, section 11, and section 15, shall also be published in the Government Gazette.
มาตรา๑๕ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนด Section15.The competent authorities or the persons having the same powers and duties as the competent authorities under this Emergency Decree shall become the officers under the Penal Code and [shall] have the powers and duties of the administrative officials or police [officers] under the Criminal Procedure Code, as designated by an announcement of the Prime Minister.
มาตรา๑๖ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง Section16.The ordinances, announcements, orders, or acts in accordance this Emergency Decree are not subject to the law on administrative procedure and the law on establishment of administrative courts and administrative case procedure.
มาตรา๑๗พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ Section17.The competent authorities and the persons having the same powers and duties as the competent authorities under this Emergency Decree are not liable, whether civilly, criminally, or disciplinarily, on account of the performance of duties in [regard to] the abatement or prevention of unlawful acts, if the acts [of the authorities or persons having the same powers and duties as the authorities] are in good faith, without discrimination, and not immoderate or beyond the necessity of the case.[18] However, [this] does not preclude the right of the injured persons to claim damages from the government service sector[19] according to the law on tort liability of authorities.
มาตรา๑๘ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ Section18.Anyone who contravenes an ordinance, announcement, or order issued in accordance with section 9, section 10, section 11, or section 13, incurs a penalty of imprisonment not over two years, or fine not over forty thousand baht, or both such imprisonment and fine.
มาตรา๑๙ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้ Section19.The Prime Minister shall be in charge of this Emergency Decree.
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
Countersignatory:
Police Lieutenant Colonel Thaksin Shinawatra
Prime Minister

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติต่าง ๆ ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่มีหลากหลายรูปแบบให้ยุติลงได้โดยเร็ว รวมทั้งไม่อาจนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติสาธารณะและการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และเนื่องจากในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐซึ่งมีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับอันตรายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ สมควรต้องกำหนดมาตรการในการบริหารราชการสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้รัฐสามารถรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย และการรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งปวงให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ Note: The grounds for promulgation of this Emergency Decree are as follows: Because the law on public administration in states of emergency has been in application for a long time, their provisions have become incapable of rectifying various kinds of situations which affect the security of the State so as to put an immediate end to them and have also become incapable of rectifying the problems which are caused by public disasters and [of] rehabilitating the livelihoods of the people who have suffered injury [therefrom]. Also, at present, there are problems relating to the security of the State, of which the seriousness is increasing to the point of being likely to affect the independence and integrity of the territory and bring about unrest or disorder in the Country, in addition to causing danger or trouble to the people to the degree of preventing them from living their lives normally and peacefully, and which cannot be rectified by the usual form of the public administration. It is appropriate to designate special measures for the public administration in states of emergency, in order to enable the State to maintain its security [and] safety and restore the rights and freedoms of all the people to normalcy with dispatch. [This] is thus an event of emergency in which there is urgent and unavoidable necessity [to enact this Emergency Decree] for the purpose of maintaining the safety of the Country [and] the safety of the public and averting public disasters. Therefore, it is necessary to enact this Emergency Decree.

Notes[edit]

  1. The title of this law literally translates the "Divine Royal Ordinance [on] the Administration of Royal Affairs in Emergency Situations, 2548 BE". Ratchakan (Thai: ราชการ), which literally translates "royal affairs", is a traditional term for "public affairs" or "public service".
  2. 2.0 2.1 Literally, "does not give approval".
  3. Khrao khrao (Thai: คราว ๆ) literally translates "occasion, occasion". It can mean "one at a time", "one per occasion", "from time to time", "occasionally", etc.
  4. Literally, "The designation that the powers and duties of a minister of state under any law, in whole or in part, become the powers an duties of the Presiding Minister of State per paragraph 1, shall be in accordance with an announcement which the Council of Ministers of State designates."
  5. Literally, "but must be performed in line with".
  6. Literally, "all this, according to the scope of the performance of the duties which have receive appointment".
  7. Disposing or allotting of, as by gift or sale.
  8. Originally, "designate".
  9. Literally, "additional other zones and details".
  10. Literally, "causes trouble to happen to the people beyond [the state of being] appropriate [according] to the cause".
  11. Literally, "But when having conducted"
  12. Literally, "there is an act that has seriousness affecting".
  13. Literally, "as a situation that has seriousness".
  14. Referring to the persons who publish to the general public certain statements which encourage the commission of offences, according to section 85 of the Penal Code of Thailand.
  15. Literally, "according to the necessity in".
  16. Literally, "apply to the court for extending the period of continued custody [for] seven more days per time".
  17. Literally, "ordered".
  18. Literally, "not beyond [the state of being] appropriate [according] to the cause or not more than the necessary case".
  19. Literally, "from the side of the royal affairs". Ratchakan (Thai: ราชการ), which literally translates "royal affairs", is a traditional term for "governmental affairs" or "governmental service".

Bibliography[edit]

Copyright.svg PD-icon.svg This work is a translation and has a separate copyright status to the applicable copyright protections of the original content.
Original:

This work is in the public domain worldwide because it originated in Thailand and is a work under section 7(2) of Thailand's Copyright Act, 2537 BE (1994) (WIPO translation), which provides:

"7. The following shall not be deemed copyright works under this Act:
(1)news of the day and facts having the character of mere information, not being works in the literary, scientific or artistic fields;
(2)the constitution and legislation;
(3)regulations, bylaws, notifications, orders, explanations and official correspondence of the Ministries, Departments or any other government or local units;
(4)judicial decisions, orders, decisions and official reports;
(5)translations and collections of the materials referred to in items (1) to (4), made by the Ministries, Departments or any other government or local units."
Translation:

I, the copyright holder of this work, hereby release it into the public domain. This applies worldwide.
In case this is not legally possible:
I grant anyone the right to use this work for any purpose, without any conditions, unless such conditions are required by law.