Translation:Act Amending the Penal Code (No. 15), 2545 BE

From Wikisource
Jump to navigation Jump to search
Act Amending the Penal Code (No. 15), 2545 BE  (2002) 
by National Assembly of Thailand, translated from Thai by Wikisource

Seal of the Royal Command

พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๕)
พ.ศ. ๒๕๔๕


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
เป็นปีที่ ๕๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

Seal of the Royal Command

Act
Amending the Penal Code (No. 15),
2545 BE


Bhumibol Adulyadej R

Given on the 31st day of December 2545 BE
Being the 57th year of the present reign

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า Phra Bat Somdet Phra Paramin Maha Bhumibol Adulyadej has issued a great royal command pleasedly allowing a proclamation to be made as follows:
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา Whereas it is appropriate to amend the Penal Code;
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ Therefore, he is graciously pleased to allow, by and with the advice and consent of the National Assembly, the enactment of the following Act:
มาตราพระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๕) พ.ศ. ๒๕๔๕" Section1.This Act is called the “Act Amending the Penal Code (No. 15), 2545 BE”.
มาตราพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่มาตรา ๓ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป Section2.This Act shall come into force from the day following the date of its publication in the Government Gazette onwards, save section 3, [which] shall come into force upon expiry of the limit of three years reckoned from the day following the date of its publication in the Government Gazette onwards.
มาตราให้ยกเลิกความในวรรคแรกของมาตรา ๒๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน Section3.The text of paragraph 1 of section 24 of the Penal Code shall be repealed and replaced by the following text:
"มาตรา ๒๔ ผู้ใดต้องโทษกักขัง ให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้ อันมิใช่เรือนจำ สถานีตำรวจ หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน"
Section24.[When] anyone has been sentenced to confinement,[1] that one shall be kept[2] in a definite place of confinement which is not a prison, police station, or place for controlling an alleged offender of an inquiry official.”[3]
มาตราให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของมาตรา ๒๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญา Section4.The following text shall be inserted in the Penal Code as paragraph 3 of its section 24:
"ถ้าความปรากฏแก่ศาลว่า การกักขังผู้ต้องโทษกักขังไว้ในสถานที่กักขังตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้นั้น หรือทำให้ผู้ซึ่งต้องพึ่งพาผู้ต้องโทษกักขังในการดำรงชีพได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร หรือมีพฤติการณ์พิเศษประการอื่นที่แสดงให้เห็นว่า ไม่สมควรกักขังผู้ต้องโทษกักขังในสถานที่ดังกล่าว ศาลจะมีคำสั่งให้กักขังผู้ต้องโทษกักขังในสถานที่อื่นซึ่งมิใช่ที่อยู่อาศัยของผู้นั้นเอง โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ก็ได้ กรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้ต้องโทษกักขังปฏิบัติ และหากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าวยินยอม ศาลอาจมีคำสั่งแต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้ควบคุมดูแล และให้ถือว่า ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายนี้"
“If it appears to the court that confining a person sentenced to confinement in the place of confinement according to paragraph 1 or paragraph 2 may cause harm to such person or may cause a person who needs to depend upon the person sentenced to confinement for livelihood to suffer excessive trouble, or there are other special circumstances indicating that confining the person sentenced to confinement in the said place is inappropriate, the court may give an order that the person sentenced to confinement be confined in [any] other place than his own residence, upon [the court’s] receipt of the consent of the owner or possessor of the place. In such event, the court shall have the power to designate any particular conditions to be performed by the person sentenced to confinement, and the court may, if the owner or possessor of the place consents, give an order appointing him as overseer[4] and the person [so] appointed shall be deemed to be an officer under this Code.”
มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน Section5.The text of section 27 of the Penal Code shall be repealed and replaced by the following text:
"มาตรา ๒๗ ถ้าในระหว่างที่ผู้ต้องโทษกักขังตามมาตรา ๒๓ ได้รับโทษกักขังอยู่ ความปรากฏแก่ศาลเอง หรือปรากฏแก่ศาลตามคำแถลงของพนักงานอัยการหรือผู้ควบคุมดูแลสถานที่กักขังว่า
Section27.If, whilst a person sentenced to confinement according to section 23 is undergoing the confinement, it appears to the court on its own motion or appears to the court from a statement of a public prosecutor or the overseer of the place of confinement that:
(๑)ผู้ต้องโทษกักขังฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือวินัยของสถานที่กักขัง
(1)the person sentenced to confinement contravenes the rules, regulations, or discipline of the place of confinement;
(๒)ผู้ต้องโทษกักขังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด หรือ
(2)the person sentenced to confinement fails to comply with the conditions designated by the court; or
(๓)ผู้ต้องโทษกักขังต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก
(3)the person sentenced to confinement has been adjudged to imprisonment;
ศาลอาจเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินกำหนดเวลาของโทษกักขังที่ผู้ต้องโทษกักขังจะต้องได้รับต่อไป"
the court may change [his] confinement to imprisonment with a time limit as the court finds appropriate, but [which] must not be over the time limit of the confinement the person sentenced to confinement needs to undergo further.”
มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๓๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน Section6.The text of section 30 of the Penal Code, which has been amended by the Act Amending the Penal Code (No. 9), 2530 BE, shall be repealed and replaced by the following text:
"มาตรา ๓๐ ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวัน และไม่ว่าในกรณีความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง ห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปี เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้
Section30.In [regard to] confinement in lieu of [payment of] a fine, the rate of two hundred baht per day shall be observed, and whether the case be of a single count or of several counts, the confinement shall not be carried out over a limit of one year, save where the court gives a judgment imposing a fine of eighty thousand baht or more, [in which case] the court may order confinement in lieu of [payment of] the fine for a period of time longer than one year but not than two years.
ในการคำนวณระยะเวลานั้น ให้นับวันเริ่มกักขังแทนค่าปรับรวมเข้าด้วย และให้นับเป็นหนึ่งวันเต็ม โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง
In calculating a period of time [for confinement in lieu of payment of a fine], the day on which the confinement in lieu of [payment of] the fine commences shall be included and shall be counted as one full day, irrespective of the number of hours.
ในกรณีที่ผู้ต้องโทษปรับถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังนั้นออกจากจำนวนเงินค่าปรับ โดยถืออัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวัน เว้นแต่ผู้นั้นต้องคำพิพากษาให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าจะต้องหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากเวลาจำคุกตามมาตรา ๒๒ ก็ให้หักออกเสียก่อน เหลือเท่าใด จึงให้หักออกจากเงินค่าปรับ
In the event that the person sentenced to the fine has been detained before the court adjudges [his case], the days of such detention shall be deducted from the amount of the fine at the rate of two hundred baht per day,[5] save where the person is adjudged to both imprisonment and fine, in which case, if the days of detention [also] need to be deducted from the time of imprisonment according to section 22, [this] deduction shall be made first, [and] whatever remains shall then be deducted from the fine.
เมื่อผู้ต้องโทษปรับถูกกักขังแทนค่าปรับครบกำหนดแล้ว ให้ปล่อยตัวในวันถัดจากวันที่ครบกำหนด ถ้านำเงินค่าปรับมาชำระครบแล้ว ให้ปล่อยตัวไปทันที"
When the person sentenced to the fine has been confined in lieu of [payment of] the fine until completion of the [time] limit, [he] shall be released on the day following the date of such completion. If money is provided to pay up [his] fine, [he] shall be released forthwith.”
มาตราให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๐/๑ มาตรา ๓๐/๒ และมาตรา ๓๐/๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา Section7.The following text shall be inserted in the Penal Code as its section 30/1, section 30/2, and section 30/3:
"มาตรา ๓๐/๑ ในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท ผู้ต้องโทษปรับ ซึ่งมิใช่นิติบุคคลและไม่มีเงินชำระค่าปรับ อาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ
Section30/1.In the event that a court has adjudged [a person] to a fine not over eighty thousand baht, the person sentenced to the fine, who is not a juristic person and has no money to pay the fine, may file with the court of first instance adjudging [his] case an application for permission to perform a work of social service or work of public interest in lieu of [paying] the fine.
การพิจารณาคำร้องตามวรรคแรก เมื่อศาลได้พิจารณาถึงฐานะการเงิน ประวัติ และสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้ ทั้งนี้ ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศลสาธารณะ หรือสาธารณประโยชน์ ที่ยินยอมรับดูแล
[In] considering the application under paragraph 1, when the court, having taken into consideration the financial status, background, and nature of the offence of the person sentenced to the fine, finds it appropriate, the court may give an order permitting the person to perform a work of social service or work of public interest in lieu of [paying] the fine. However, [this work must be] under the care of a probation official, state agent, state agency, or organisation whose objectives are for social service, public charity, or public interest, that consents to exercising the care.
กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ให้ศาลกำหนดลักษณะหรือประเภทของงาน ผู้ดูแลการทำงาน วันเริ่มทำงาน ระยะเวลาทำงาน และจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเพศ อายุ ประวัติ การนับถือศาสนา ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม หรือสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับประกอบด้วย และศาลจะกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้ต้องโทษปรับปฏิบัติ เพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้นั้นกระทำความผิดขึ้นอีกก็ได้
[In] the event that the court gives an order permitting the person sentenced to the fine to perform a work of social service or work of public interest in lieu of [paying] the fine, the court shall designate the nature or types of the work, the person taking care of the work, the day of commencement of the work, the period of time for the work, and the number of hours considered to be one day of work, in regard to which [the court shall] also take into account as supplementary [elements] the sex, age, background, religious profession, behaviour, intelligence, education, health, mental condition, habit, occupation, environment, or nature of the offence of the person sentenced to the fine, and the court may designate any particular conditions to be performed by the person sentenced to the fine, so as to rectify [or] rehabilitate [that person] or prevent that person from committing the offence once again.
ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลว่า พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่กำหนดไว้นั้นก็ได้ตามที่เห็นสมควร
If it later appears to the court that the circumstances relating to the work of social service or work of public interest of the person sentenced to the fine have changed, the court may, as it finds appropriate, revise the order it has designated.
ในการกำหนดระยะเวลาทำงานแทนค่าปรับตามวรรคสาม ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และในกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานติดต่อกันไป การทำงานดังกล่าวต้องอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาสองปีนับแต่วันเริ่มทำงานตามที่ศาลกำหนด
In [regard to] the designation of the period of time for performing a work in lieu of [paying] the fine according to paragraph 3, the provisions of section 30 shall apply mutatis mutandis, and in the event that the court has not required the person sentenced to the fine to perform the work continuously, the performance of the said work is subject to a time limit[6] of two years reckoned from the day of commencement of the work as designated by the court.
เพื่อประโยชน์ในการกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานตามวรรคสาม ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวันสำหรับงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แต่ละประเภทได้ตามที่เห็นสมควร
For the purpose of designating the number of hours of working according to paragraph 3, the President of the Supreme Court of Justice shall have the power to issue rules for the judicial public service of the courts of justice [governing] the designation of the number of hours considered to be one day of work for each type of work of social service or work of public interest as [the President] finds appropriate.
มาตรา ๓๐/๒ ถ้าภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๓๐/๑ แล้ว ความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ผู้ต้องโทษปรับมีเงินพอชำระค่าปรับได้ในเวลาที่ยื่นคำร้องตามมาตรา ๓๐/๑ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ศาลจะเพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าว และปรับ หรือกักขังแทนค่าปรับ โดยให้หักจำนวนวันที่ทำงานมาแล้วออกจากจำนวนเงินค่าปรับก็ได้
Section30/2.If, after the court has given an order of permission according to section 30/1, it appears to the court on its own motion or appears from a statement of the prosecutor[7] or officer[8] that the person sentenced to the fine had sufficient money to pay the fine at the time of filing the application under section 30/1 or [he] contravenes or fails to comply with the order or conditions designated by the court, the court may revoke the said order of permission and [have him] fined or confined in lieu of [payment of] the fine, [provided that] the days on which the work has already been performed shall be deducted from the amount of the fine.
ในระหว่างการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หากผู้ต้องโทษปรับไม่ประสงค์จะทำงานดังกล่าวต่อไป อาจขอเปลี่ยนเป็นรับโทษปรับหรือกักขังแทนค่าปรับก็ได้ ในกรณีนี้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง โดยให้หักจำนวนวันที่ทำงานมาแล้วออกจากจำนวนเงินค่าปรับ
During the performance of a work of social service or work of public interest in lieu of [payment of] a fine, if the person sentenced to the fine does not wish to perform the said work any further, [he] may seek [permission to] change [from performing the work] to undergoing the fine or confinement in lieu of [paying] the fine. In this event, the court shall give an order of permission in accordance with the application, provided that the days on which the work has already been performed shall be deducted from the amount of the fine.
มาตรา ๓๐/๓ คำสั่งศาลตามมาตรา ๓๐/๑ และมาตรา ๓๐/๒ ให้เป็นที่สุด"
Section30/3.The order of the court according to section 30/1 and section 30/2 shall be final.”
มาตราให้ยกเลิกความในวรรคแรกของมาตรา ๕๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน Section8.The text of paragraph 1 of section 56 of the Penal Code shall be repealed and replaced by the following text:
"มาตรา ๕๖ ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้น ศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่า ผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่า ได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปรานี แล้วเห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่า ผู้นั้นมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษ แต่รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไป เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้"
Section56.[When] anyone has committed an offence which carries imprisonment and, in that case, the court will impose imprisonment [for a term] not over three years, if it does not appear that the person has previously undergone imprisonment or it appears that [he] has previously undergone imprisonment but the penalty was for a negligent offence or petty offence, [and] the court finds it appropriate after having taken into account his[9] age, background, behaviour, intelligence, education, health, mental condition, habit, occupation, and environment, or the nature of [his] offence, or other causes for which mercy should be given, the court may adjudge the person guilty but suspends the designation of [his] penalty or [may] designate the penalty but suspends the carrying out of the penalty and releases [him], in order to give him[9] an opportunity to reform [himself] within a period of time to be designated by the court but over five years reckoned from the day the court adjudges [his case], and [the court] may designate conditions for supervision of his[9] behaviour also.”
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
Countersignatory:
Police Lieutenant Colonel Thaksin Shinawatra
Prime Minister

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญามีหลักการสำคัญประการหนึ่ง คือ เพื่อแก้ไขให้ผู้นั้นสามารถกลับตัวเป็นพลเมืองดี ดังนั้น โทษที่ผู้กระทำความผิดควรจะได้รับจึงต้องมีความเหมาะสมกับสภาพความผิด อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า ในปัจจุบัน มีผู้ได้รับโทษปรับต้องถูกกักขังแทนค่าปรับเป็นจำนวนมากขึ้น ซึ่งผู้รับโทษนั้น ๆ ต้องสูญเสียอิสรภาพโดยไม่สมควร ทำให้บุคคลในครอบครัวต้องเดือดร้อนและรัฐต้องรับภาระในการดูแลเพิ่มมากขึ้น สมควรปรับเปลี่ยนมาตรการลงโทษเสียใหม่ โดยกำหนดมาตรการให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้อีกทางหนึ่ง และในกรณีที่อาจต้องถูกกักขังอยู่นั้น บุคคลดังกล่าวสมควรได้รับความคุ้มครองมิให้ต้องถูกเปลี่ยนโทษจากกักขังเป็นจำคุกอันเป็นโทษที่หนักยิ่งกว่า รวมทั้งมิให้ต้องถูกคุมขังรวมกับผู้ต้องหาในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูง ประกอบกับสมควรปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับอัตราเงินในการกักขังแทนค่าปรับให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน นอกจากนี้ สมควรเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ Note: The grounds for promulgation of this Act are as follows: Since one of the important principles pertaining the punishment of criminal offenders is the correction of these people to allow them to start over as good citizens, the penalty to be received by the offenders needs to suit the nature of their offences. However, it appears that the number of the persons sentenced to fines [who are] inflicted with confinement in lieu of [payment of] the fines is now rising, in regard to which these people are deprived of freedom without appropriate [reasons], resulting in the increase of the trouble incurred by members of their families and the burden of the State to provide care [to them]. It is appropriate to change the punitive measures anew by designating measures alternatively enabling persons sentenced to fines to perform works of social service or works of public interest. Also, in the event that the said persons are confined [in lieu of paying the fines, they] should be protected from incurring the change of their confinement to a heavier penalty of imprisonment and from being held together with alleged offenders in criminal cases subject to high rates of penalty. Furthermore, it is appropriate to improve the provisions relating to the pecuniary rates governing the confinement in lieu of fine [payment] so that they be in line with the prevailing economic and social condition. In addition, it is appropriate to furnish the courts with more opportunity to exercise their discretion with respect to the suspension of the designation of penalty or the suspension of the carrying out of penalty. Therefore, it is necessary to enact this Act.

Notes[edit]

  1. See also the note about the term confinement in Translation:Act Amending the Penal Code (No. 25), 2559 BE.
  2. Literally, “[his] body shall be kept”.
  3. This is a literal translation of the phrase sathanthi khuapkhum phutongha khong phanak-ngan sopsuan (Thai: สถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน), which consists of sathanthi (“place”), khuapkhum (“to control”), phutongha (“alleged offender”), khong (“of”), and phanak-ngan sopsuan (“inquiry official”). But khong phanak-ngan sopsuan (“of an inquiry official”) may also be considered to modify sathanthi (“place”) rather than phutongha (“alleged offender”). If so, the phrase may instead be translated as “an inquiry official’s place for controlling an alleged offender” (i.e. a place which belongs to an inquiry official and which is intended for holding an alleged offender). Moreover, phutongha (“alleged offender”) can be singular or plural, as the number is not stated and cannot be otherwise ascertained.
  4. The full title seems to be the “overseer of the place of confinement”, as mentioned in section 5 of this Act.
  5. Literally, “by observing the rate of two hundred baht per day”.
  6. Literally, “limit of time period”.
  7. Referring to the prosecuting party, which can be either a public prosecutor (public officer) or private prosecutor (private citizen).
  8. Perhaps referring to any of the public officers mentioned in paragraph 2 of section 30/1 as amended by section 7 of this Act.
  9. 9.0 9.1 9.2 In the Thai text, a gender-neutral pronoun is used here.

Bibliography[edit]

Copyright.svg PD-icon.svg This work is a translation and has a separate copyright status to the applicable copyright protections of the original content.
Original:

This work is in the public domain worldwide because it originated in Thailand and is a work under section 7(2) of Thailand's Copyright Act, 2537 BE (1994) (WIPO translation), which provides:

"7. The following shall not be deemed copyright works under this Act:
(1)news of the day and facts having the character of mere information, not being works in the literary, scientific or artistic fields;
(2)the constitution and legislation;
(3)regulations, bylaws, notifications, orders, explanations and official correspondence of the Ministries, Departments or any other government or local units;
(4)judicial decisions, orders, decisions and official reports;
(5)translations and collections of the materials referred to in items (1) to (4), made by the Ministries, Departments or any other government or local units."
Translation:

I, the copyright holder of this work, hereby release it into the public domain. This applies worldwide.
In case this is not legally possible:
I grant anyone the right to use this work for any purpose, without any conditions, unless such conditions are required by law.