75%

Translation:Computer Crimes Act 2007/2017-05-23

From Wikisource
Jump to navigation Jump to search
Computer Crimes Act 2007
23 May 2017

by Office of the Council of State of Thailand, translated from Thai by Wikisource

Table of contents[edit]

Statute[edit]

Introductory text[edit]

sectchap »

พระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. ๒๕๕๐


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
เป็นปีที่ ๖๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

Computer Crimes
Act
2007


Bhumibol Adulyadej R.
Given this 10th Day of June, 2007,
Being the 62nd Year of the Present Reign.

The Sacred Feet of His Majesty the Grand Bhumibol Adulyadej, the Great Sacred Indra, showing mercy upon all heads, made a great sacred royal command that the following proclamation be issued:

Whereas it is desirable to have a law on computer crimes;

Now, therefore, His Majesty, expressing his sacred kindness through mercy upon all heads, has a sacred royal statute established, by and with the advice and consent of the National Legislative Assembly, as follows:


1[edit]

sectchap »

มาตรา ๑

พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐"

Section 1

This Act is called the Computer Crimes Act 2007.[1.1]

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Act on the Commission of Offences Concerning Computer, 2550 BE'.

2[edit]

« sect
sectchap »

มาตรา ๒

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[2.i]

Section 2

This Act shall come into force upon elapse of the period of thirty days reckoned from the date of its publication in the Government Gazette.[2.a]

Original notes
  1. ^  ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนที่ ๒๗ ก/หน้า ๔/๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐

  1. ^  [Published in] Government Gazette: Volume 124/Part 27 A/Page 4/18 June 2007. [Coming into force: 17 July 2007.]

3[edit]

« sect
sectchap »

มาตรา ๓

ในพระราชบัญญัตินี้

"ระบบคอมพิวเตอร์" หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงาน ให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ

"ข้อมูลคอมพิวเตอร์" หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

"ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์" หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น

"ผู้ให้บริการ" หมายความว่า

(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น

"ผู้ใช้บริการ" หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการ ไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม

"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

Section 3

In this Act:

  • computer system means a device or set of devices of a computer which connects functions together, with a direction, program, or any other thing, and an operation guideline having been determined for the device or set of devices to enable it to automatically carry out the duty of data processing;
  • computer data means all the data, texts, directions, programs, or any other things that exist in a computer system in such a condition capable of being processed by the computer system, and shall also include electronic data under the law on electronic transactions;
  • computer traffic data means data concerning the communication of a computer system, which indicates the origin, source, destination, route, time, date, size, duration, type of service, or others regarding the communication of such computer system;
  • service provider means:
    (1) a person who provides to another person a service to access internet or to access other forms of mutual communication through a computer system, irrespective of whether he provides the service in his own name or in the name or interest of another person;
    (2) a person who provides a service of storing computer data in the interest of another person;
  • service receiver means a person who receives a service from a service provider, whether with payment of service charge or not;
  • competent authority means a person whom the Minister authorises to execute this Act;
  • Minister means the minister in charge of this Act.

4[edit]

« sect
sectchap »

มาตรา ๔[4.i]

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

Section 4[4.a]

  1. The Minister of Digital Economy and Society shall be in charge of this Act and shall have the power to appoint competent authorities as well as to issue ministerial regulations and announcements for the execution of this Act.
  2. Those ministerial regulations and announcements shall, upon their publication in the Government Gazette, come into force.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 4 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Chapter 1[edit]

« sect
sectchap »

หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

Chapter 1
Computer crimes[c1.1]

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Offences concerning computer'.

5[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๕

ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 5

Any person who wrongfully accesses a computer system the access to which is prevented by a specific measure not intended for him[5.1] shall be liable to imprisonment for not more than six months, or a fine of not exceeding ten thousand baht, or both.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Any person enters without rightfulness a computer system which possesses a specific entrance prevention measure and such measure is not possessed for him'.

6[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๖

ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 6

Any person who obtains the knowledge about a measure for prevention of access to a computer system specifically set up by another person shall, if he wrongfully discloses such measure in a manner likely to expose another person to injury, be liable to imprisonment for not more than one year, or a fine of not exceeding twenty thousand baht, or both.

7[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๗

ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 7

Any person who wrongfully accesses computer data the access to which is prevented by a specific measure not intended for him[7.1] shall be liable to imprisonment for not more than two years, or a fine of not exceeding forty thousand baht, or both.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Any person enters without rightfulness computer data which possesses a specific entrance prevention measure and such measure is not possessed for him'.

8[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๘

ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 8

When any person, wrongfully and by electronic means, commits whatever act to intercept computer data of another person which is in the course of being transmitted within a computer system and is not intended for the public interest or for use by the general public, the person shall be liable[8.1] to imprisonment for not more than three years, or a fine of not exceeding sixty thousand baht, or both.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Any person acts in any manner, without rightfulness, by electronic means, to trap and receive computer data of another person which is in the course of an act of sending in a computer system, and that computer data is not possessed for the public interest or for general persons to make use, shall be'.

9[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๙

ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 9

Any person who wrongfully damages, destroys, modifies, alters, or makes supplements to computer data of another person, either in whole or in part, shall be liable to imprisonment for not more than five years, or a fine of not exceeding one hundred thousand baht, or both.

10[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๐

ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 10

Any person who wrongfully commits whatever act to cause the functioning of a computer system of another person to be suspended, delayed, obstructed, or disrupted until it is unable to function as normal, shall be liable to imprisonment for not more than five years, or a fine of not exceeding one hundred thousand baht, or both.

11[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๑

ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น อันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท[11.i]

ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดลักษณะและวิธีการส่ง รวมทั้งลักษณะและปริมาณของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ และลักษณะอันเป็นการบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย[11.ii]

Section 11

  1. Any person who sends computer data or electronic mail to another person by concealing or falsifying the source from which the said data is sent, and thereby disrupts another person's normal and peaceful use of a computer system,[11.1] shall be liable to a fine of not exceeding one hundred thousand baht.
  2. Any person who sends to another person computer data or electronic mail with characteristics that cause trouble or annoyance to the recipient of the computer data or electronic mail without giving the recipient an opportunity to easily declare the cancellation or desire for denial of a subscription thereto, shall be liable to a fine of not exceeding two hundred thousand baht.[11.a]
  3. The Minister shall issue an announcement determining the characteristics and methods of sending as well as the characteristics and size of computer data or electronic mail which are not deemed to be acts of causing trouble or annoyance to recipients, and the characteristics which constitute the easy declaration of cancellation or desire for denial of subscriptions.[11.b]
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๑ วรรคสอง เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
  2. ^  มาตรา ๑๑ วรรคสาม เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 11, paragraph 2, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.
  2. ^  Section 11, paragraph 3, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Any person sends computer data or electronic letter to another person by concealing or forging the source of the sending of the said data, which is an act of disrupting another person's act of using a computer system with normalcy and peace'.

12[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๒[12.i]

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ หรือมาตรา ๑๑ เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

Section 12[12.a]

  1. If the crime under section 5, section 6, section 7, section 8, or section 11 is committed upon[12.1] computer data or computer system concerning the maintenance of national security,[12.2] public safety, national economic security, or infrastructure for the common good, the punishment shall be imprisonment from one year to seven years and a fine from twenty thousand baht to one hundred and forty thousand baht.
  2. If the commission of the crime under paragraph 1 causes damage to the described computer data or computer system, the punishment shall be imprisonment from one year to ten years and a fine from twenty thousand baht to two hundred thousand baht.
  3. If the crime under section 9 or section 10 is committed upon[12.1] the computer data or computer system under paragraph 1, the punishment shall be imprisonment from three years to fifteen years and a fine from sixty thousand baht to three hundred thousand baht.
  4. If the crime under paragraph 1 or paragraph 3 is committed without the intent to kill but it does cause death to another person,[12.3] the punishment shall be imprisonment from five years to twenty years and a fine from one hundred thousand baht to four hundred thousand baht.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 12 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'If the commission of the crime under section...is the commission [of a crime] to'.
  2. ^  'ความมั่นคงปลอดภัย', literally 'security and safety' or 'secured safety', is a neologism for 'security'. But there is a general word for 'security', that is, 'ความมั่นคง', which is also used in the present document. In this translation, both words are translated the same, 'security'.
  3. ^  Literally 'If the commission of the crime under paragraph 1 or paragraph 3 [is] without having the intent to kill but is the cause that makes another person arrive at death'.

12/1[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๒/๑[12-1.i]

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

Section 12/1[12-1.a]

  1. If the commission of the crime under section 9 or section 10 causes danger to another person or property of another person, the punishment shall be imprisonment for not more than ten years and a fine of not exceeding two hundred thousand baht.
  2. If the crime under under section 9 or section 10 is committed without the intent to kill but it does cause death to another person,[12-1.1] the punishment shall be imprisonment from five years to twenty years and a fine from one hundred thousand baht to four hundred thousand baht.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๒/๑ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 12/1 was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'If the commission of the crime under section 9 or section 10 [is] without having the intent to kill but is the cause that makes another person attain death'.

13[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๓

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[13.i]

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวจะต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นด้วย ก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้หรืออาจเล็งเห็นได้ว่า จะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น[13.ii]

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย[13.iii]

ในกรณีที่ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งผู้ใดต้องรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และตามวรรคสามหรือวรรคสี่ด้วย ให้ผู้นั้นต้องรับโทษที่มีอัตราโทษสูงที่สุดแต่กระทงเดียว[13.iv]

Section 13

  1. Any person who disposes of or publishes a specifically created program so that it be used as an instrument to commit the crime under section 5, section 6, section 7, section 8, section 9, section 10, or section 11, shall be liable to imprisonment for not more than one year, or a fine of not exceeding twenty thousand baht, or both.
  2. Any person who disposes of or publishes a specifically created program so that it be used as an instrument to commit the crime under section 12, paragraph 1 or paragraph 3, shall be liable to imprisonment for not more than two year, or a fine of not exceeding forty thousand baht, or both.[13.a]
  3. When any person disposed of or published a specifically created program so that it be used as an instrument to commit the crime under section 5, section 6, section 7, section 8, section 9, section 10, or section 11, if the person making use of it did commit the crime under section 12, paragraph 1 or paragraph 3, or needs to be liable under section 12, paragraph 2 or paragraph 4, or section 12/1, then the person disposing of or publishing the said program will need to also be criminally liable for the crime whose punishment is so aggravated only when he knew or could have foreseen that such an outcome as that having happened was likely to happen.[13.b]
  4. When any person disposed of or published a specifically created program so that it be used as an instrument to commit the crime under section 12, paragraph 1 or paragraph 3, if the person making use of it did commit the crime under section 12, paragraph 1 or paragraph 3, or needs to be liable under section 12, paragraph 2 or paragraph 4, or section 12/1, then the person disposing of or publishing the said program must also be criminally liable for the crime whose punishment is so aggravated.[13.c]
  5. In case any person who has disposed of or published a specifically created program needs to be liable in accordance with paragraph 1 or paragraph 2 and with paragraph 3 or paragraph 4 as well, such person must undergo the punishment with the highest rate on a single count only.[13.d]
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๓ วรรคสอง เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
  2. ^  มาตรา ๑๓ วรรคสาม เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
  3. ^  มาตรา ๑๓ วรรคสี่ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
  4. ^  มาตรา ๑๓ วรรคห้า เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 13, paragraph 2, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.
  2. ^  Section 13, paragraph 3, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.
  3. ^  Section 13, paragraph 4, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.
  4. ^  Section 13, paragraph 5, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

14[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๔[14.i]

ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(๑) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (๑) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้

Section 14[14.a]

  1. Any person who commits any of the following crimes shall be liable to imprisonment for not more than five years, or a fine of not exceeding one hundred thousand baht, or both:
    (1) dishonestly or deceitfully bringing into a computer system computer data which is distorted or forged, either in whole or in part, or computer data which is false, in such a manner likely to cause injury to the public but not constituting a crime of defamation under the Penal Code;[14.1]
    (2) bringing into a computer system computer data which is false, in such a manner likely to cause damage to the maintenance of national security,[12.2] public safety, national economic security, or infrastructure for the common good of the Nation, or to cause panic amongst the public;
    (3) bringing into a computer system whatever computer data which constitutes a crime concerning security of the Kingdom or crime concerning terrorism under the Penal Code;
    (4) bringing into a computer system whatever computer data with vulgar[14.2] characteristics, when such computer data is capable of being accessed by the general public;
    (5) publishing or forwarding computer data, with the knowledge that it is the computer data under (1), (2), (3), or (4).
  2. If the crime under paragraph 1 (1) is not committed against the public but it is committed against any particular person, the criminal or the person who publishes or forwards the computer data as said shall be liable to imprisonment for not more than three years, or a fine of not exceeding sixty thousand baht, or both, and the crime shall be compoundable.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 14 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'which is not the commission of a crime of defamation under the Penal Code'.
  2. ^  'ลามก' (lāmok) means 'filthy', 'immoral', 'lewd', or 'low'. In general, it is synonymous with the other two terms used in the Penal Code: 'ลามกอนาจาร' (lāmok‘anāčhān) and 'อนาจาร' (‘anāčhān). But the three are translated differently (lāmok as 'vulgar', lāmok‘anāčhān as 'obscene', and ‘anāčhān as 'indecent') just for the sake of distinction and because they might have different meanings in legal context (though there has been no judicial decision about their difference yet).

15[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๕[15.i]

ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔

ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์

ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่า ตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

Section 15[15.a]

  1. Any service provider who provides cooperation to, consents to, or connives at the commission of any crime under section 14 within a computer system under his control shall be liable to the same punishment as the criminal under section 14.
  2. The Minister shall issue an announcement determining processes for the giving of warnings, the termination of the circulation of computer data, and the removal of such computer data from computer systems.
  3. If the service provider successfully proves that he has observed the announcement issued by the Minister by virtue of paragraph 2, he needs not to undergo the punishment.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 15 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

16[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๖[16.i]

ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต อันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้กระทำไม่มีความผิด

ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้

ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหาย ร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่า เป็นผู้เสียหาย"

Section 16[16.a]

  1. Any person who, in a manner likely to cause another person to lose his reputation, to be insulted, to be detested, or to suffer humiliation, brings into a computer system which the general public may access computer data that appears to be another person's image generated by imaging, editing, addition, or modification through electronic means or through any other means,[16.1] shall be liable to imprisonment for not more than three years and a fine of not exceeding two hundred thousand baht.
  2. If the act under paragraph 1 is committed upon an image of a dead person and such act is likely to cause the father, mother, spouse, or child of the dead person to lose his or her reputation, to be insulted, or to be detested, or to suffer humiliation, then the actor shall be liable to the punishment as mentioned in paragraph 1.
  3. If the act under paragraph 1 or paragraph 2 is the honest bringing of computer data into a computer system with a view to giving a fair comment upon anyone or anything as the public would do in general, then the actor shall be guiltless.[16.2]
  4. The crimes under paragraph 1 and paragraph 2 are compoundable.
  5. If the victim of the crime under paragraph 1 or paragraph 2 dies prior to lodging a complaint, then the father, mother, spouse, or child of the victim may lodge a complaint and shall be deemed to be the victim.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 16 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'Any person brings into a computer system that the general people may enter and reach, computer data that appears as an image of [an]other person, and that image is an image that comes into existence from an act of creating, editing, adding, or modifying by electronic method or by any other method; prescribed, however, that [the act of bringing is done] in a manner that is likely to make that other person lose reputation, be insulted, be hated, or receive shame'.
  2. ^  Literally:
    (1) 'If the act according to paragraph 1 or paragraph 2 is an act of bringing computer data in[to a computer system] with good mind[/in good faith], which is an act of condemning or praising with fairness about any person or thing, which is the usualness of the people to do, the person acting does not have wrongfulness';
    (2) 'If the act according to paragraph 1 or paragraph 2 is an act of bringing computer data in[to a computer system] with good mind[/in good faith], which is an act of making with fairness a condemnation or praise about any person or thing, the making of which is the nature of the people, the person acting does not have wrongfulness';
    (3) 'If the act according to paragraph 1 or paragraph 2 is an act of bringing computer data in[to a computer system] with good mind[/in good faith], which is an act of making with fairness a condemnation or praise about any person or thing, which the people would make by nature, the person acting does not have wrongfulness'.

16/1[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๖/๑[16-1.i]

ในคดีความผิดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ ซึ่งมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง

(๑) ให้ทำลายข้อมูลตามมาตราดังกล่าว
(๒) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาหรือเผยแพร่
(๓) ให้ดำเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น

Section 16/1[16-1.a]

In case of the crime under section 14 or section 16 in respect of which there is a judgment declaring the defendant guilty, the court may order:

(1) the data under the said section to be destroyed;
(2) the judgment to be disseminated or published, either in whole or in part, through electronic media, broadcasting radio, broadcasting television, newspapers, or any other media as the court deems appropriate, with the requirement that the defendant bear the costs of dissemination or publication;
(3) other actions to be taken as the court deems appropriate for the remedy of the injury arising from the commission of that crime.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๖/๑ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 16/1 was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

16/2[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๖/๒[16-2.i]

ผู้ใดรู้ว่า ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทำลายตามมาตรา ๑๖/๑ ผู้นั้นต้องทำลายข้อมูลดังกล่าว หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ แล้วแต่กรณี

Section 16/2[16-2.a]

When any person knows that electronic data in his possession is one which a court orders to be destroyed according to section 16/1, such person must destroy the said data. In case of violation, the punishment shall be one half of the punishment mentioned in section 14 or section 16, as the case may be.

Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๖/๒ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 16/2 was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

17[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๗

ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักร และ

(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหาย และผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ

จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร

Section 17

When any person committed any of the crimes under this Act outside the Kingdom, and:

(1) such criminal is a Thai person, and the government of the state where the crime took place or the victim has requested his punishment;[17.1] or
(2) such criminal is an alien, and the Thai government or a Thai person is the victim, and the victim has requested his punishment;

then he shall receive his punishment within the Kingdom.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'that crime committing person is a Thai person, and the government of the country where the crime occurred or the person injured has requested [that we] inflict a punishment [on him]'.

17/1[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๗/๑[17-1.i]

ความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๖/๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้

คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนสามคน ซึ่งคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด และผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่า คดีนั้นเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้เริ่มนับอายุความในการฟ้องคดีใหม่นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

Section 17/1[17-1.a]

  1. With respect to the crimes under section 5, section 6, section 7, section 11, section 13, paragraph 1, section 16/2, section 23, section 24, and section 27, a settlement panel appointed by the Minister shall have the power of settlement.
  2. The settlement panel appointed by the Minister in accordance with paragraph 1 shall consist of members numbering three,[17-1.1] of whom one must be an inquiry officer under the Criminal Procedure Code.
  3. Once the settlement panel has conducted settlement for any case and the accused person has paid the fined sum according to the settlement verdict within the period of time fixed by the settlement panel, then it shall be deemed that the case is excluded in accordance with the Criminal Procedure Code.
  4. In the event that the accused person fails to pay the fined sum within the period of time fixed, the calculation of the limitation governing the institution of the case shall be restarted as from the date the said period of time expires.'
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๗/๑ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 17/1 was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'shall have the number of three persons'.

Chapter 2[edit]

« chapsect
sect »

หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่

Chapter 2
Competent authorities

18[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๑๘[18.i]

ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่มีการร้องขอตามวรรคสอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด

(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ก่อน
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด และสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ เป็นองค์ประกอบหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิด หรือมีข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งดำเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานแล้วแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

ให้ผู้ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) ดำเนินการตามคำร้องขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หรือภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และไม่เกินสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดระยะเวลาที่ต้องดำเนินการที่เหมาะสมกับประเภทของผู้ให้บริการก็ได้

Section 18[18.a]

  1. Subject to section 19, competent authorities shall, for the purpose of investigation and inquiry when arises a reasonable belief that there is the commission of a crime under this Act or when there is a request according to paragraph 2,[13.1] be invested with one of the following powers to the extent necessary for the production of evidence concerning the commission of the crime and for the identification of the person of the criminal:[13.2]
    (1) to, in writing, question persons involved in the commission of the crime or require them to appear and give statements, submit written explanations, or submit documents, information, or any other evidence in a comprehensible form;
    (2) to demand computer traffic data from service providers offering services as to the communication through computer systems or from other relevant persons;
    (3) to order service providers to deliver to competent authorities data concerning service receivers which is required to be stored according to section 26 or which is in their possession or control, or to store the said data for the time being;
    (4) to make copies of computer data or computer traffic data from a computer system where the commission of the crime is reasonably believed to have occurred, in case such computer system has not yet been placed in possession of a competent authority;
    (5) to order persons possessing or controlling computer data or computer data storage media to submit the said computer data or media to competent authorities;
    (6) to inspect or access computer systems, computer data, computer traffic data, or computer data storage media of any individual which are evidence or capable of being used as evidence concerning the commission of the crime or for the purpose of investigation to identify the person of the criminal, and to order such individual to also submit relevant computer data or computer traffic data to the extent necessary;
    (7) to decrypt computer data of any person, or to order persons concerning the encryption of computer data to conduct decryption or to provide cooperation to competent authorities with respect to the said decryption;
    (8) to seize or attach computer systems to the extent necessary, for the purpose of ascertaining details as to crimes and criminals under this Act.
  2. For the purpose of the conduct of investigation and inquiry by inquiry officers under the Criminal Procedure Code, inquiry officers may, in respect of all crimes under other laws which involve the use of computer system, computer data, or computer data storage media as an element or part of the commission or when there exists computer data which concerns the commission of crimes under other laws, request the competent authorities under paragraph 1 to carry out the activities according to paragraph 1. The competent authorities shall hasten to collect facts and evidence and communicate them to the relevant authorities for further proceedings.
  3. The person receiving a request from a competent authority in accordance with paragraph 1 (1), (2), and (3) shall proceed with the request without delay, but not later than seven days reckoned from the date he receives the request, or within a period of time fixed by the competent authority, which must not be less than seven days but not more than fifteen days, save where there is a reasonable cause and the person has obtained permission from the competent authority;[13.3] prescribed that the Minister may publish in the Government Gazette the determination of the periods of time governing the proceedings as appropriate for each type of service providers.[13.4]
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 18 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'in case there is a cause by which it should be believed that there is the commission of a crime according to this Act or in case there is a request according to paragraph 2'.
  2. ^  Literally 'necessary for the purpose in using as evidence concerning the commission of the crime and finding the person of the crime-committing individual'.
  3. ^  Literally 'except in the case that there is a reasonable cause, [he] must have receive permission from the competent authority'.
  4. ^  Literally 'appropriate for type[s] of service providers'.

19[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๑๙[19.i]

การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วย ในการพิจารณาคำร้อง ให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็ว

เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐาน

การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำความผิด และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น

การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัด หรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน

หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้า ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

Section 19[19.a]

  1. In exercising the competent authority powers under section 18 (4), (5), (6), (7), and (8), a competent authority shall file an application with a competent court requesting it to issue an order permitting the competent authority to carry out the activities according to the application; prescribed that the application must also contain as much as possible supplementary statements of the reasonable belief that any person commits or is to commit any particular act which constitutes a crime, the grounds for the exercise of the powers, the characteristics of the commission of the crime, the details as to the equipment used in the commission of the crime and as to the criminal. In considering the application, the court shall expeditiously conduct the consideration.[19.1]
  2. Once the court has issued an order of permission, the competent authority shall, before carrying out the activities according to the court order, deliver to the owner or possessor of the computer system in question as evidence a copied note of the reasonable belief by which the powers under section 18 (4), (5), (6), (7), and (8) need to be exercised. But if no owner or possessor of the computer is present at the place, the competent authority shall deliver the copied note to the said owner or possessor as soon as possible.
  3. The competent authority in charge of[19.2] the carrying out of the activities under section 18 (4), (5), (6), (7), and (8), shall, within forty-eight hours reckoned from the time the activities are commenced, submit to a competent court as evidence a copied note of the details of the activities and the grounds for the activities.
  4. The copying of computer data in accordance with section 18 (4) shall only be made when arises a reasonable belief that there is the commission of a crime and must not obstruct beyond necessity the carrying out of business of the owner or possessor of such computer data.
  5. With regard to the seizure or attachment under section 18 (8), in addition to being required to deliver a copied letter of seizure or attachment to the owner of possessor of the computer system as evidence, the competent authority is prohibited from imposing the seizure or attachment in excess of thirty days. In case of need to carry out the seizure or attachment for a longer period, he shall file an application with a competent court for extension of the period of seizure or attachment. However, the court may not grant extension in excess of sixty days in total, whether it be granted once or several times. When the seizure or attachment is not needed any longer or the said period is over, the competent authority must promptly return the seized computer system or revoke the attachment.
  6. The letter of seizure or attachment according to paragraph 5 shall be as prescribed in ministerial regulations.'
Original notes
  1. ^  มาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 19 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'The exercise of the powers of competent authorities according to section 18 (4), (5), (6), (7), and (8), a competent authority shall file an application to a court that has jurisdiction so that [it] issues an order permitting the competent authority to carry out the activities according to the application; provided that the application must specify the causes by which it should be believed that any person commits or is to commit any particular act which is a crime, the reasons for which the power(s) must be exercised, the characteristics of the commission of the crime, the details about the equipment that is used in the commission of the crime and [about] the person committing the crime, as much as [he] could specify, as supplementaries to the application also. In considering the application, the court shall consider the said application with quickness.'
  2. ^  Literally 'the competent authority who is the head in'.

20[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๐[20.i]

ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี อาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้

(๑) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาค ๒ ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
(๓) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายอื่น ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ร้องขอ

ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยอนุโลม

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคสองขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ แต่ละคณะให้มีกรรมการจำนวนเก้าคน ซึ่งสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้กรรมการได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

การดำเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเอง หรือจะสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการปฏิบัติสำหรับการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยคำนึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พนักงานเจ้าหน้าที่จะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งไปก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะยื่นคำร้องตามวรรคสองไปก่อนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

Section 20[20.a]

  1. In case there is circulation of the following computer data, a competent authority may, with the approval of the Minister, file an application with and produce evidence before a competent court for an order terminating the circulation of such computer data or deleting the data from computer systems:
    (1) computer data which constitutes a crime under this Act;
    (2) computer data which may affect the security of the Kingdom as described in the Penal Code, Division 2, Title 1 or Title 1/1;
    (3) computer data which constitutes a crime under a law concerning intellectual property or a different law, when such computer data bears characteristics which are contrary to peace and order or good morals of the people and the authority under the law concerned or an inquiry officer under the Criminal Procedure Code makes a request.
  2. In case there is circulation of computer data with characteristics which are contrary to peace and order or good morals of the people, the Minister may, with the approval of a computer data screening panel, authorise a competent authority to file an application with and produce evidence before a competent court for an order termination the circulation of such computer data or deleting the data from computer systems; prescribed that the provisions governing committees competent to conduct administrative proceedings according to the law on administrative procedure shall apply mutatis mutandis to meetings of the computer data screening panel.
  3. The Minister shall appoint one or several computer data screening panels according to paragraph 2. Each panel shall consist of members numbering nine. Three of the nine members must be appointed from amongst the private sector representatives in the field of human rights, field of mass communication, field of information technology, or other relevant fields. And the members shall receive compensation in accordance with the criteria which the Minister determines with the approval of the Ministry of Finance.
  4. As for the court activities under paragraph 1 and paragraph 2, the Criminal Procedure Code shall apply mutatis mutandis. In case a court issues an order terminating the circulation of computer data or deleting computer data in accordance with paragraph 1 or paragraph 2, the competent authority may carry out the termination of the circulation of computer data or the deletion of computer data himself or may order service providers to terminate the circulation of computer data or delete computer data; prescribed that the Minister shall, by announcement, determine criteria, periods of time, and operative procedures governing the termination of the circulation of computer data or the deletion of computer data by competent authorities or service providers so that their actions be carried out in the same way, taking into account the technological developments that have changed, save where the court gives a different order.
  5. In case of urgent need, a competent authority may file an application in accordance with paragraph 1 before obtaining the approval of the Minister, or a competent authority may, with the approval of a computer data screening panel, file an application in accordance with paragraph 2 before being authorised by the Minister; prescribed, however, that a report must forthwith be made to the Minister for acknowledgement.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 20 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

21[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๑

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลาย หรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้

ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ ตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือชุดคำสั่งอื่น เกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่ง หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดรายชื่อ ลักษณะ หรือรายละเอียดของชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ก็ได้[21.i]

Section 21

  1. In case a competent authority finds that any computer data contains an unfavourable program, the competent authority may file an application with a competent court for an order prohibiting its disposal or publication or an order directing the owner or possessor of such computer data to terminate the use of, to destroy, or to modify the computer data, or may impose conditions governing the use, possession, or publication of the said unfavourable program.
  2. Unfavourable program, in paragraph 1, means a program which results in any computer data or computer system or another program being exposed to damage, to destruction, to modification, alteration, or supplementation, or to disruption, or operating in a manner contrary to given directions or in other manners as determined in ministerial regulations, save an unfavourable program which may be used for prevention or modification of the previously described program; prescribed that the Minister may, by publication in the Government Gazette, determine a list of names, characteristics, or details of unfavourable programs which can be used for prevention or modification of unfavorable programs.[21.a]
Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๑ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 21, paragraph 2, was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

22[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๒[22.i]

ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ และพนักงานสอบสวน ในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใด

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่น ในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือกับพนักงานสอบสวน ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล

พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 22[22.a]

  1. The competent authorities and, in case of section 18, paragraph 2, the inquiry officers shall not disclose or deliver to any person computer data, computer traffic data, or service receiver data acquired in accordance with section 18.
  2. The provision of paragraph 1 shall not apply to acts done for the purpose of prosecuting criminals under this Act or, in case of section 18, paragraph 2, criminals under other laws, or for the purpose of prosecuting competent authorities on account of wrongful exercise of authority or inquiry officers with respect to wrongful performance of the duties under section 18, paragraph 2, or acts done at the behest of or on the permission of a court.
  3. Any competent authority or inquiry officer who contravenes paragraph 1 shall be liable to imprisonment for not more than three years, or a fine of not exceeding sixty thousand baht, or both.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 22 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

23[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๓[23.i]

พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 23[23.a]

Any competent authority or, in case of section 18, paragraph 2, inquiry officer who acts negligently and thereby causes another person to obtain the knowledge about computer data, computer traffic data, or service receiver data acquired in accordance with section 18, shall be liable to imprisonment for not more than one year, or a fine of not exceeding twenty thousand baht, or both.

Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 23 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

24[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๔[24.i]

ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Section 24[24.a]

Any person who obtains the knowledge about computer data, computer traffic data, or service receiver data which a competent authority or inquiry officer has acquired in accordance with section 18 and discloses such data to any particular person shall be liable to imprisonment for not more than two years, or a fine of not exceeding forty thousand baht, or both.

Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 24 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

25[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๕[25.i]

ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น

Section 25[25.a]

Data, computer data, or computer traffic data which a competent authority has acquired in line with this Act or which an inquiry offence has acquired in accordance with section 18, paragraph 2, can be cited and admitted as evidence according to the provisions of the Criminal Procedure Code or other laws governing the taking of evidence, but it must not be one that has been brought into existence through[25.1] inducement, promise, threat, deceit, or other wrongful means.

Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 25 was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'but it must be the kind that does not come into existence from'.

26[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๖

ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้[26.i]

ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการ และต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง

ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท

Section 26

  1. Service providers must store computer traffic data for not less than ninety days reckoned from the date the said data enters a computer system. However, in case of necessity, a competent authority may, for a specific and temporary exceptional cause, order any service provider to store computer data for a period over ninety days but not exceeding two years.[26.a]
  2. Service providers must, to the extent necessary for enabling the identification of the persons of service receivers, store data of their service receivers from the commencement of the receipt of services and must store it for a period not less than ninety days reckoned from the termination of the receipt of services.
  3. The Minister shall publish in the Government Gazette what types of service providers the provision of paragraph 1 will be applied to, as well as how and when it will be applied.[26.1]
  4. Any service provider who fails to observe this section shall be liable to a fine of not exceeding five hundred thousand baht.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 26, paragraph 1, was amended by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'The provision of paragraph 1 will apply to what types of service providers, how, and when, shall be as published in the Government Gazette by the Minister.'

27[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๗

ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

Section 27

Any person who fails to observe an order issued by a court or competent authority by virtue of of section 18 or section 20 or fails to observe a court order under section 21 shall be liable to a fine of not exceeding two hundred thousand baht and also to a day-fine of not more than five thousand baht per day until the order is correctly observed.

28[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๘

การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง[28.i]

ในการกำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ ความรู้ความเชี่ยวชาญ ความขาดแคลนในการหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่หรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเป็นจำนวนมาก คุณภาพของงาน และการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรม โดยเปรียบเทียบค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย[28.ii]

Section 28

  1. As regards competent authorities under this Act, the Minister shall appoint them from amongst[28.1] the persons having knowledge and proficiency concerning computer systems and possessing qualifications as prescribed by the Minister.
  2. The persons appointed as competent authorities under this Act may receive special compensation as determined by the Minister with the approval of the Ministry of Finance.[28.a]
  3. In determining special compensation, regard must be had to the missions and duties, the knowledge and proficiency, the lack of functionaries or the loss of large numbers of functionaries from the government system, the qualities of work, and the maintenance of oneself in righteousness, with comparison to compensation for other functionaries in the process of justice as well.[28.b][28.2]
Original notes
  1. ^  มาตรา ๒๘ วรรคสอง เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
  2. ^  มาตรา ๒๘ วรรคสาม เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 28, paragraph 2, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.
  2. ^  Section 28, paragraph 3, was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'The appointment of competent authorities according to this Act, the Minister shall appoint from'.
  2. ^  Literally 'In determining that [competent authorities] receive special compensation, [the person determining] must have regard to the missions and duties, the knowledge and proficiency, the shortage in the finding of persons to performs duties or there is an act of losing persons performing duties out of the system of official affairs in large numbers, the qualities of work, and the [competent authorities' (?)] maintenance of themselves in righteousness, by comparing compensation of other persons performing work in the process of justice also.'

29[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๒๙

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวน และดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรี มีอำนาจร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง

Section 29

  1. In executing their duties under this Act, competent authorities shall become senior administrative or police officers under the Criminal Procedure Code, shall have the power to receive complaints or receive denunciations, and shall have the power to conduct investigation and inquiry, only with respect to the crimes under this Act.
  2. In arresting, holding in custody, searching, making inquiry files as to, and prosecuting criminals under this Act, which are purely the powers of senior administrative or police officers or public prosecutors under the Criminal Procedure Code, competent authorities shall coordinate with responsible inquiry officers for further carrying out of activities under their authority.
  3. The Prime Minister, in his capacity as the supervisor of the Royal Thai Police Headquarters, and the Minister shall have joint power to lay down rules on guidance and procedure for the carrying out of the activities under paragraph 2.

30[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๓๐

ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง

บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

Section 30

  1. In executing their duties, competent authorities must produce their identity cards to relevant persons.
  2. Competent authority identity cards shall be in the form as published in the Government Gazette by the Minister.

31[edit]

« chapsect
c-sig »
chaptoc

มาตรา ๓๑[31.i]

ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้ รวมทั้งวิธีการเบิกจ่าย ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

(๑) การสืบสวน การแสวงหาข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐาน ในคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) การดำเนินการตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) และมาตรา ๒๐
(๓) การดำเนินการอื่นใดอันจำเป็นแก่การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

Section 31[31.a]

The outlay in the following matters, as well as the procedure for reimbursement, shall be governed by the rules which the Ministry issues with the approval of the Ministry of Finance:

(1) the investigation, the seeking of information, and the collection of evidence in cases of the crimes under this Act;
(2) the carrying out of the activities under section 18, paragraph 1 (4), (5), (6), (7), and (8), and section 20;
(3) the carrying out any other activity necessary for the prevention and suppression of the crimes under this Act.
Original notes
  1. ^  มาตรา ๓๑ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

  1. ^  Section 31 was inserted by the Computer Crimes Act (No. 2) 2017.

Countersignature[edit]

« chapsect
sog »
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
Countersignature:
General Surayud Chulanont,
Prime Minister.

Statement of grounds[edit]

« chapsectc-sig

หมายเหตุ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

Statement of grounds

The grounds for promulgation of this Act are as follows: Now, computer systems have played significant parts in business and subsistence of human beings. Should there be anyone carrying out whatever act to cause a computer system to fail to function in line with given directions or to function erroneously against the given directions, or wrongfully employing whatever method to obtain knowledge about, modify, or destroy another person's data in a computer system, or using a computer system to publish false or indecent computer data, then damage would ensue, affecting the economy, society, and security of the State, as well as public peace and good morals. It is expedient to determine measures for prevention and suppression of the described acts. It is therefore necessary to enact this Act.

Licences[edit]