Translation:Judgment of the Supreme Court No. 6083/2546

From Wikisource
Jump to navigation Jump to search
Judgment of the Supreme Court No. 6083/2546  (2003) 
by Supreme Court of Thailand, translated from Thai by Wikisource

◯ (๓๑ ทวิ)

สำหรับศาลใช้

Garuda emblem
คำพิพากษา

ที่ ๖๐๘๓/๒๕๔๖

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ศาลฎีกา
วันที่ ๑๖ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

◯ (31bis)

For use by the court

Garuda emblem
Judgment

No. 6083/2546

In the Name of the King

Supreme Court
16th day of September 2546 Buddhist Era [2003]

ความอาญา

Criminal case

ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นางสุดา ปรัชญาภัทร โจทก์ร่วม
นายเสริม สาครราษฎร์ จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ลักทรัพย์ ลหุโทษ
Between Public prosecutor, Attorney-General's Office Prosecutor
Nang[1] Suda Pratyaphat Co-Prosecutor
Nai[2] Soem Sakhonrat Accused
Re: Offence against life, offence against judicial officer, offence under Guns Act, theft, petty offence
โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ ๓ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ศาลฎีการับวันที่ ๒๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๕ The Co-Prosecutor and the Accused filed final appeals against the judgment of the Court of Appeal dated the 3rd day of July 2544 Buddhist Era [2001]. The Supreme Court accepted [their appeals] on the 25th day of April 2545 Buddhist Era [2002].
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๑ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนสั้น ขนาด .๓๘ จำนวน ๑ กระบอก หมายเลขทะเบียน ร.ย. ๑๗๗ ของผู้อื่นที่มีทะเบียน และกระสุนปืน ขนาด .๓๘ จำนวน ๓ นัด ไว้ในครอบครอง โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในถนนสาธารณะและในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่ใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโดยใช่เหตุจำนวน ๒ นัดในเขตเมือง หมู่บ้าน และชุมนุมชน เหตุเกิดที่ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และแขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อระหว่างวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๑ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย โดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรี จำนวน ๑ นัดที่ขมับซ้ายผ่านสมองทะลุออกที่ขมับขวา แล้วจำเลยใช้มีดเฉือนชำแหละอวัยวะต่าง ๆ ของนางสาวเจนจิราออกเป็นชิ้น ๆ จำนวนหลายชิ้น ตัดศีรษะ ควักลูกตาออกทั้งสองข้าง ตัดหู ตัดจมูก กรีดริมฝีปาก และเฉือนเอาหนังศีรษะออก จนเป็นเหตุให้นางสาวเจนจิราถึงแก่ความตาย อันเป็นการฆ่าโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ตามรายงานการตรวจพิสูจน์บุคคลและรายงานการตรวจศพท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยฆ่าผู้ตายแล้ว จำเลยได้นำศีรษะ แขน ขา และกระดูกส่วนต่าง ๆ อันเป็นส่วนของศพผู้ตาย ไปโยนทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา นำเศษชิ้นเนื้อ อวัยวะภายใน และหนังศีรษะ อันเป็นส่วนของศพผู้ตาย ทิ้งลงในโถส้วม เพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตายของผู้ตาย และจำเลยได้ลักเอาเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท กระเป๋าสะพายผ้าลายสายเดียว ราคา ๓,๐๐๐ บาท นาฬิกาข้อมือ ราคา ๖,๐๐๐ บาท สร้อยคอสามกษัตริย์ หนัก ๑ สลึง ราคา ๑,๔๐๐ บาท สร้อยข้อมือรูปสัตว์ต่าง ๆ หนัก ๒ สลึง ราคา ๓,๐๐๐ บาท วิทยุติดตามตัว ราคา ๔,๐๐๐ บาท เครื่องเล่นแผ่นซีดี ราคา ๕,๐๐๐ บาท พจนานุกรมอังกฤษแบบมีเสียงหรือทอล์กกิ้งดิกชันนารี ราคา ๙,๕๐๐ บาท กระเป๋าใส่สตางค์ ราคา ๕๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๔,๔๕๐ บาท ของผู้ตายไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตำบลลาดขวาง อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เกี่ยวพันกัน วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานตำรวจพบกะโหลกศีรษะของผู้ตาย วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ พร้อมยึดอาวุธปืนสั้น จำนวน ๑ กระบอก ลูกกระสุนปืน จำนวน ๑ นัด ปลอกกระสุนปืน ขนาด .๓๘ จำนวน ๒ ปลอก ผ้าปูที่นอนลายดอก จำนวน ๑ ผืน ปี๊บสี่เหลี่ยมมีรอยเผา จำนวน ๑ ใบ และกระเป๋าผ้าสีดำ จำนวน ๑ ใบ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑, ๑๙๙, ๒๘๘, ๒๘๙, ๓๓๔, ๓๓๕, ๓๗๑, ๓๗๕ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง The Prosecutor filed and amended a charge, stating: On and at an uncertain date and time between 1 January 2541 [1998] and 28 January 2541 [1998], the Accused committed several and different acts which constitute offences under various laws. To wit, the Accused had in his possession one .38 short gun, which was a registered gun belonging to another person and of which the registration number is RY[3] 177, together with three .38 bullets, although the Accused had not been licensed by the local registrar to have and use them. The Accused carried the said gun and ammunition on his body in public streets and in town without a licence to carry a gun on his body and without reasonable necessity and urgency according to the circumstances. The Accused, without cause, shot the said gun twice within a zone of towns, villages, and communities. [This] incident took place in Bang Pla Soi Subdistrict, Mueang Chon Buri District, Chon Buri Province, and Thanon Phaya Thai Subdistrict, Ratchathewi District, Bangkok Metropolis, connectedly. In addition, on and at an uncertain date and time between 26 January 2541 [1998] and 28 January 2541 [1998], the Accused, with an intent to kill and in a premeditated manner, shot the said gun one time at the left temple of Nangsao[4] Chenchira Phloi-a-ngunsi. [The bullet] went through her brain and came out at her right temple. Then, the Accused, with a knife,[5] sliced and dissected the organs of Nangsao Chenchira into many pieces, [before] cutting her head [off], scooping both of her eyeballs out, cutting her ears [off], cutting her nose [off], slashing her lips [out], and slicing her scalp off, causing death to Nangsao Chenchira. The killing was committed in a torturous manner and through an act of cruelty, according to the report on verification of person[al identity] and the autopsy report annexed to the charge. After the Accused killed the Deceased, the Accused took the head, arms, legs, and various bones which were parts of the Deceased's corpse to the Bang Pakong River, Chachoengsao Province, to be dumped there, and flushed down into toilet pieces of flesh, internal organs, and scalp which were parts of the Deceased's corpse, in order to conceal the death of the Deceased and the cause thereof. Also, the Accused dishonestly stole property of the Deceased worth a total of 34,450 baht, [consisting of] 2,000 bath cash; a single-strap shoulder bag [made of] chintz, 3,000 baht in value; a wristwatch, 6,000 baht in value; a tricolour necklace, 1 salueng[6] in weight, 1,400 baht in value; an animal-shaped bracelet, 2 salueng in weight, 3,000 baht in value; a pager, 4,000 baht in value; a compact disc player, 5,000 baht in value; an English audio dictionary, or talking dictionary, 9,500 baht in value; and a wallet, 550 baht in value. [This] incident took place in Thanon Phaya Thai Subdistrict, Ratchathewi District, Bangkok Metropolis, Lat Khwang Subdistrict, Ban Pho District, Chachoengsao Province, and Bang Pla Soi Subdistrict, Mueang Chon Buri District, Chon Buri Province, connectedly. On 28 January 2541 [1998], police officers discovered the skull of the Deceased. On 5 March 2541 [1998], police officers successfully arrested the Accused and seized as exhibits one short gun, one bullet, two .38 cartridges, one flowery bed sheet, one square bucket with burn marks, and one black fabric bag. [The Prosecutor therefore] applied [to the court of first instance for] punishing [the Accused] in accordance with the Penal Code, sections 33, 91, 199, 288, 334, 335, 371, [and] 375, [and] the Act on Guns, Ammunition, Explosives, Fireworks, and Imitation Guns, 2490 BE, sections 7, 8bis, 72, [and] 72bis, [and also applied to the court of first instance for] confiscating the exhibited gun and ammunition.
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงให้การรับสารภาพฆ่าผู้ตายจริง แต่ปฏิเสธว่า มิได้ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย The Accused pleaded not guilty. However, during the taking of the prosecution evidence, the Accused replied by confessing that he did kill the Deceased, but denied [the allegation] that the killing was premeditated, [was committed] in a torturous manner, or was committed through an act of cruelty.
ระหว่างพิจารณา นางสุดา ปรัชญาภัทร มารดาของนางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรี ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิตและลักทรัพย์) In the course of the trial, Nang Suda Pratyaphat, mother of Nangsao Chenchira Phloi-a-ngunsi, the Deceased, filed an application for associating herself with the Prosecutor. The court of first instance permitted (correctly, only in respect of the offence against life and [the offence of] theft).
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙, ๒๘๙ (๔), ๓๓๔, ๓๗๖ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองเป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นบทหนัก ลงโทษประหารชีวิต ฐานทำลายศพหรือส่วนของศพ จำคุก ๑ ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุก ๒ ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก ๑ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๑) หนึ่งในสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำลายศพหรือส่วนของศพ จำคุก ๘ เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุก ๑ ปี ๔ เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก ๘ เดือน เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ส่วนคำขอและข้อหาอื่น ให้ยก The court of first instance conducted a trial and rendered the following judgment: "The Accused is guilty [of the offences] under the Penal Code, sections 199, 289(4), 334, [and] 376, [and] the Act on Guns, Ammunition, Explosives, Fireworks, and Imitation Guns, 2490 BE, sections 7 [and] 72, paragraph 3. Since the acts of the Accused constitute different counts, he shall be punished on all of the counts sequentially according to the Penal Code, section 91. [As] the count of premeditatedly killing another person and the count of shooting a gun in town without cause are constituted by one [and the same] act which violates several laws, he shall [only] be punished on the count of premeditatedly killing another person, which carries the heaviest penalty. [On that count, the court] sentences [him] to death. On the count of destroying a corpse or parts of a corpse, [the court sentences him to] one-year imprisonment. On the count of theft, [the court sentences him to] two-year imprisonment. On the count of having [in possession] a registered gun of another person, [the court sentences him to] one-year imprisonment. The confession the Accused gave in the course of the arrest, inquiry, and trial did furnish the court with information beneficial to the trial, giving rise to a mitigating circumstance for which the sentence can be reduced by one third in favour of the Accused as per the Penal Code, section 78 in conjunction with section 52(1). As for the count of premeditatedly killing another person, [the penalty is reduced to] life imprisonment. As for the count of destroying a corpse or parts of a corpse, [the penalty is reduced to] eight-month imprisonment. As for the count of theft, [the penalty is reduced to] imprisonment for one year and four months. As for the count of having [in possession] a registered gun of another person, [the penalty is reduced to] eight-month imprisonment. Now that the court has sentenced the Accused to life imprisonment on the count of premeditatedly killing another person, he shall serve the penalty of life imprisonment only. The other applications and [points in the] charge shall be dismissed."
โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ The Co-Prosecutor and the Accused filed appeals [against the judgment of the court of first instance].
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๕) อีกบทหนึ่งด้วย ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย กับฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง เป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย อันเป็นบทหนัก ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๑) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น The Court of Appeal amended the judgment [of the court of first instance] to be the following: "The Accused is additionally [held] guilty [of the offence] under the Penal Code, section 289(5). [As] the counts of premeditatedly killing another person, killing another person in a torturous manner or through an act of cruelty, and shooting a gun in town without cause are [constituted by] one act which violates several laws, [the Accused] shall [only] be punished on the counts of premeditatedly killing another person and killing another person in a torturous manner or through an act of cruelty, which carry the heaviest penalty. [The Court of Appeal therefore] sentences [the Accused] to death [on these counts]. [The Court of Appeal] reduces [this] penalty by one third to life imprisonment in favour of the Accused according to the Penal Code, section 78 in conjunction with section 52(1). After the penalties for all the counts are counted together, life imprisonment is the only penalty [the Accused shall serve]. Apart from the part [so] amended, the judgment of the court of first instance shall govern."
โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา The Co-Prosecutor and the Accused filed final appeals [with the Supreme Court].
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรี สำเร็จการศึกษาปริญญาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ขณะเกิดเหตุ จำเลยอายุ ๒๒ ปี นางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรี ผู้ตาย อายุ ๒๓ ปี จำเลยและผู้ตายต่างเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ โดยจำเลยเรียนชั้นปีที่ ๒ และผู้ตายเรียนชั้นปีที่ ๕ จำเลยกับผู้ตายรู้จักกันและมีความชอบพอกันฉันชู้สาว ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาผู้ตายไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่อาคาร พี. เอส. เฮาส์ ซึ่งเป็นห้องเช่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตาย แล้วใช้มีดตัดคอผู้ตาย และชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ จำเลยทิ้งชิ้นส่วนของผู้ตายบางส่วนที่เป็นเนื้อ หนัง และอวัยวะภายใน ลงในส้วมชักโครกในห้องพักที่เกิดเหตุ นำชิ้นส่วนศพของผู้ตายที่เป็นกระดูกและศีรษะไปทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง นำรถยนต์ของผู้ตายไปจอดไว้ที่หมู่บ้านเมืองทองธานี นำอาวุธปืน มีด และทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อน และนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลาย วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่ และจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือฆ่าผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมก่อน Having examined the file and held deliberations, the Supreme Court [finds that] primary facts could be established as follows: The Accused is domiciled in Chon Buri Province and holds a bachelor's degree in the field of engineering. At the time of the incidents, the Accused was 22 years old, Nangsao Chenchira Phloi-a-ngunsi, the Deceased, was 23 years old, [and] both the Accused and the Deceased were medical students, with the Accused being in the second year of his study and the Deceased, in the fifth year of her study. The Accused and the Deceased knew each other and had a romantic liking for each other. On the day and at the time and place of [one of] the incidents according to the charge, the Accused took the Deceased to the room where the incident occurred, which was a residential room rented by the Accused at the building [called] P. S. House. The Accused [then] killed the Deceased by shooting a gun at her head, before cutting her head[7] off and dissecting her corpse into pieces with a knife.[5] The Accused flushed the parts of the Deceased's corpse which were her flesh, skin, and internal organs down into the toilet at the residential room where the incident occurred; took the parts of the Deceased's corpse which were her bones and head to the Bang Pakong River to be dumped there; took the car of the Deceased to Mueang Thong Thani Village and parked it there; hid away the gun, the knife, and the property of the Deceased; and burnt away the clothes of the Deceased. On 5 March 2541 [1998], police officers arrested the Accused. [In this instance of] the case, the questions which [the Supreme Court] needs to rule upon are, according to the final appeal of the Co-Prosecutor, whether or not there is a mitigating circumstance in the case, for which the Court should reduce the penalty in favour of the Accused, and, according to the final appeal of the Accused, whether or not the Accused killed the Deceased in a torturous manner or through an act of cruelty and whether or not the Accused killed the Deceased premeditatedly or out of a heat of passion. The Supreme Court finds it appropriate to rule upon the question according to the final appeal of the Co-Prosecutor first.
สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๑) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๕) อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๑) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) และ ๒๘๙ (๕) และยังคงจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน ๕ ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๔) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์ หมายความถึง พนักงานอัยการ หรือผู้เสียหาย ซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน" ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลย เพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ร่วมมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ As regards the question according to the final appeal of the Co-Prosecutor, [the Supreme Court] entertains the following opinion: [In] this case, the court of first instance gave a judgment holding the Accused guilty of the offence of killing another person premeditatedly pursuant to the Penal Code, section 289(4), [and] sentencing [the Accused] to the penalty of death [before] reducing the penalty by one third to life imprisonment in favour of the Accused per the Penal Code, section 78 in conjunction with section 52(1). The Court of Appeal [then] amended the judgment [of the court of first instance] to be that the Accused was also held guilty [of the offence] under the Penal Code, section 289(5), and was sentenced to death on the counts of premeditatedly killing another person and killing another person in a torturous manner or through an act of cruelty, which carried the heaviest penalty. [The Court of Appeal] reduced the penalty by one third to life imprisonment in favour of the Accused according to the Penal Code, section 78 in conjunction with section 52(1). In this event, the Court of Appeal amended counts of offence from killing another person premeditatedly according to the Penal Code, section 289(4), to killing another person premeditatedly and killing another person in a torturous manner or through an act of cruelty according to the Penal Code, sections 289(4) and 289(5), and still imposed life imprisonment [on the Accused]. Such is a trivial amendment and the imprisonment imposed upon the Accused is over five years, in the case of which the Prosecutor is prohibited by the Criminal Procedure Code, section 218, paragraph 2, from filing a final appeal on a question of fact. The said prohibition on filing a final appeal does apply to the Co-Prosecutor also, because the Criminal Procedure Code, section 2(14), has defined the term "prosecutor" as referring to "a public prosecutor or injured person who institutes a criminal case in court, or both when the public prosecutor and the injured person are co-prosecutors". As the Co-Prosecutor filed a final appeal stating that the Accused deserves the penalty of death and the two inferior courts should not have reduced the penalty in favour of the Accused because there is no mitigating circumstance in the case, all the points in [this] final appeal are based on questions of fact, causing the final appeal of the Co-Prosecutor to fall under the prohibition of the said legal provision. The final appeal of the Co-Prosecutor, though accepted by the court of first instance, is illegitimate. The Supreme Court [hereby] refuses to rule upon it.
สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ปืนเป็นอาวุธโดยสภาพมีอำนาจทำลายล้างรุนแรง สามารถทำอันตรายบุคคลและสัตว์ให้ถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย กระสุนปืนเข้าทางขมับซ้ายทะลุออกขมับขวา แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ตายทันที ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความตายทันทีหลังจากถูกยิง และจำเลยใช้มีดตัดศีรษะผู้ตายขณะที่ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่า จำเลยมีเจตนาทำให้ผู้ตายได้รับความลำบากทรมานสาหัสก่อนตาย และไม่ได้ความแจ้งชัดว่า จำเลยได้กระทำการอย่างไรอันเป็นการทรมานหรือทารุณโหดร้ายผู้ตาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตาย หลังจากนั้น จึงใช้มีดตัดคอผู้ตาย ประกอบกับจำเลยได้ใช้มีดชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ แล้วทิ้งชิ้นส่วนศพบางส่วนลงในส้วมชักโครก กับนำชิ้นส่วนศพบางส่วนไปทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง น่าเชื่อว่า จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย ถือไม่ได้ว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๕) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น As regards the first question according to the final appeal of the Accused, that is, whether or not the Accused killed the Deceased in a torturous manner or through an act of cruelty, [the Supreme Court] entertains the following opinion: By nature, guns are serious weapons of destruction. They are capable of easily inflicting fatal injury upon humans and animals. [The fact that] the Accused shot the Deceased with a gun at the head, an important organ of the body, [and the shot] bullet went into her left temple, penetrated through [her brain], and came out of her right temple, indicates that the Accused intended to cause an immediate death to the Deceased. Even though the fact could be established according to the ruling of the Court of Appeal that the Deceased did not die immediately after being shot and the Deceased was still alive whilst the Accused was cutting her head with a knife,[5] the evidence of the Prosecutor and the Co-Prosecutor did not show that the Accused intended to cause severe pain or suffering to the Deceased before her death, and no clear information could be obtained as to how the Accused treated the Deceased in a torturous manner or with an act of cruelty. The fact that the Accused shot the Deceased with a gun at the head and then cut her head[7] [off], as well as [the fact that] the Accused dissected the corpse of the Deceased into pieces with a knife before flushing certain parts thereof down into toilet and took some other parts of the corpse to the Bang Pakong River to be dumped there, leads to a likely belief that the Accused merely intended to destroy the corpse in order to conceal the death of the Deceased or the cause thereof, not to cause the Deceased to undergo pain and suffering until her death. The Accused cannot be deemed to have killed the Deceased in a torturous manner or through an act of cruelty according to the Penal Code, section 289(5). That which has been ruled upon by the Court of Appeal is inconsistent with the opinion of the Supreme Court. This point of the final appeal of the Accused is sound.
สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือฆ่าผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักศึกษา ไม่ปรากฏว่า จำเลยมีทรัพย์ที่มีค่ามาก หรือมีผู้ปองร้ายหมายเอาชีวิตจำเลย แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีทรัพย์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และรถยนต์ ก็เป็นทรัพย์ที่บุคคลมีกันโดยทั่วไป ถือไม่ได้ว่า เป็นทรัพย์ที่มีค่ามากถึงขนาดที่จำเลยต้องนำอาวุธปืนมาไว้สำหรับป้องกันทรัพย์ดังที่จำเลยฎีกา ห้องพักที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าซึ่งไม่มีห้องครัว ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยทำครัวปรุงอาหารเอง จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยต้องมีมีดทำครัวที่มีความคมถึงขนาดใช้ชำแหละศพได้ไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ การที่จำเลยมีอาวุธปืนและมีดดังกล่าวไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ จึงไม่อาจฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากจำเลยตระเตรียมไว้สำหรับฆ่าผู้ตายและชำแหละศพผู้ตาย ส่วนของศพที่ชำแหละแล้วย่อมมีกลิ่นคาวและมีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลซึมออกมา การนำออกจากห้องพักที่เกิดเหตุไปทิ้งย่อมต้องใช้วัสดุสิ่งของสำหรับห่อหุ้มและบรรจุ เช่น ผ้า กระดาษ ถุงพลาสติก และกล่อง เป็นต้น เพื่อดูดซับน้ำเลือด น้ำเหลือง และกลิ่นคาว รวมทั้งปกปิดไม่ให้มีผู้พบเห็นว่า เป็นชิ้นส่วนของศพ การที่จำเลยสามารถนำชิ้นส่วนศพผู้ตายออกจากห้องพักที่เกิดเหตุไปทิ้ง นำอาวุธปืน มีด และทรัพย์ของผู้ตาย ไปซ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลาย ภายในระยะเวลาอันสั้นโดยไม่มีผู้พบเห็น แสดงว่า จำเลยได้วางแผนเกี่ยวกับสถานที่ที่จะนำชิ้นส่วนศพผู้ตายไปทิ้ง นำทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อน และจัดเตรียมวัสดุต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการนำชิ้นส่วนศพผู้ตายไปทิ้ง ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจ ไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริง คือ ความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวัง จำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยถ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกา ก็ถือไม่ได้ว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษประหารชีวิต และลดโทษให้จำเลยแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น As regards the next question according to the final appeal of the Accused, that is, whether or not the Accused killed in the Deceased premeditatedly or out of a heat of passion, [the Supreme Court] entertains the following opinion: The Accused was a student, and it did not appear that the Accused had any property of great value or there was anyone aiming for the life of the Accused. Although the fact could be established according to the final appeal of the Accused that the property the Accused had consisted of a computer and a car, these kinds of property are what people generally have and they could be deemed to be of great value to the extent that the Accused needed to have a gun for protecting them as [said by] the Accused in the final appeal. The residential room where [one of] the incidents occurred was a rented room without a kitchen, and it did not appear that the Accused engaged in cooking or prepared food by himself. There was no need at all for the Accused to have at the room where the incident occurred a cooking knife[5] so sharp that could be used for dissecting a corpse. The fact that the Accused had the described gun and knife at the room where the incident occurred cannot be understood[8] otherwise than that that the Accused [had them] in preparation for killing the Deceased and dissecting her corpse. [Moreover, since] the dissected parts of the corpse would emit an offensive odour and discharge some bloody and lymphatic fluids, moving them out of the room where the incident occurred to the dump [place] should require certain materials for wrapping and containing, such as cloth, papers, plastic bags, and boxes, in order that the blood, lymph, and odour could be wiped out and the [dissected] parts of the corpse could be concealed from the sight of anyone. The fact that the Accused successfully took the [dissected] parts of the Deceased's corpse out of the room where the incident occurred to the dump [place], took the gun, the knife, and the property of the Deceased [out] to be hidden at various places, and took the cloths of the Deceased [out] to be burnt away within a short time without being seen by anyone, indicates that the Accused, in advance, had planned about the places where [dissected] parts of the Deceased's corpse would be dumped and property of the Deceased would be hid, and had prepared various materials required for taking the [dissected] parts of the Deceased's corpse to the dump [place]. The Supreme Court concurs with the ruling of the Court of Appeal that the Accused killed the Deceased premeditatedly. This point of the final appeal of the Accused is unsound. [In addition,] as [regards the point in] the final appeal of the Accused that the Accused had been unfairly subjected by the Deceased to serious emotional oppression, because the Accused was in a romantic relationship with the Deceased but the Deceased wanted to stop her relation with the Accused in order to start a new love with another man, prompting the Accused to kill the Deceased out of a heat of passion; [the Supreme Court] entertains the following opinion: Love is [some] thing which arises from the heart. It cannot be forced out of anyone.[9] True love consists in goodwill towards the one a person loves, gladness when the loved one is happy, forgiveness when the loved one does wrong, and sacrifice of one's own happiness for the happiness of the loved one. The Accused desired to occupy the Deceased for his own happiness. Once disappointed, the Accused killed the Deceased. These thoughts and actions were solely founded upon the Accused's own sake and interests,[10] without considering the heart and mind of the Deceased. It was not love, but a false notion greatly detrimental to the society. Accordingly, even though the fact could be established in accordance with the final appeal of the Accused, it could not be deemed that the Accused had been unfairly subjected to serious emotional oppression. There is no reason to give the Accused a penalty more lenient than that prescribed by the law. As the two inferior courts awarded death [to the Accused] and reduced it to the sole penalty of life imprisonment in the Accused's favour, the Supreme Court concurs therewith. This point in the final appeal of the Accused is unsound.
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. [The Supreme Court hereby] amends the judgment [of the Court of Appeal] to be the following: The judgment of the court of first instance shall be executed.[11]
นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์
นายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
Nai Kamthon Phosuwatthanakun
Nai Surachat Bunyasiriphan
Nai Kittisak Kittikhunphairot

Notes[edit]

  1. Samnak-ngan Ratchabandittayasapha (2013): "(law) A title for a woman whose marriage has been registered".
  2. Samnak-ngan Ratchabandittayasapha (2013): "(law) A title for a man aged 15 years or more".
  3. An abbreviation of Rayong, the name of a province.
  4. Samnak-ngan Ratchabandittayasapha (2013): "(law) A title for a woman whose age is 15 years or more and whose marriage has not yet been registered, but a woman whose marriage has been registered or widowed woman has the right to continue using [this] title".
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 In fact, it could be one or more knives, as the number is not mentioned and cannot be otherwise ascertained. In Thai, singular and plural nouns have the same form.
  6. Samnak-ngan Ratchabandittayasapha (2013): "The name of a traditional unit of weight...equivalent to 3.75 grams".
  7. 7.0 7.1 Literally, "neck".
  8. Literally, "heard".
  9. Literally, "[it] cannot be forced [on] each other".
  10. Literally, "[They] were thoughts and actions that saw the self and saw the sake of the Accused on [his] part only".
  11. Literally, "[legal] execution shall [move] forwards per the judgment of the court of first instance".

Bibliography[edit]

Original
References
  • Samnak-ngan Ratchabandittayasapha [Office of the Royal Society]. (2013). Photchananukrom Chabap Ratchabandittayasathan Phoso Song Phan Ha Roi Hasip Si [Royal Institute Dictionary, 2554 BE]. https://dictionary.orst.go.th/ (In Thai).
Copyright.svg PD-icon.svg This work is a translation and has a separate copyright status to the applicable copyright protections of the original content.
Original:

This work is in the public domain worldwide because it originated in Thailand and is a work under section 7(4) of Thailand's Copyright Act, 2537 BE (1994) (WIPO translation), which provides:

"7. The following shall not be deemed copyright works under this Act:
(1)news of the day and facts having the character of mere information, not being works in the literary, scientific or artistic fields;
(2)the constitution and legislation;
(3)regulations, bylaws, notifications, orders, explanations and official correspondence of the Ministries, Departments or any other government or local units;
(4)judicial decisions, orders, decisions and official reports;
(5)translations and collections of the materials referred to in items (1) to (4), made by the Ministries, Departments or any other government or local units."
Translation:

I, the copyright holder of this work, hereby release it into the public domain. This applies worldwide.
In case this is not legally possible:
I grant anyone the right to use this work for any purpose, without any conditions, unless such conditions are required by law.