75%

Translation:Charter of the Courts of Justice 2000/2012-05-27

From Wikisource
Jump to navigation Jump to search
Charter of the Courts of Justice
15 December 2015

by Office of the Council of State of Thailand, translated from Thai by Wikisource

Table of contents[edit]

Statute[edit]

Title[edit]

sectchap »

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Charter of the Courts of Justice[t.1]

Wikisource notes
  1. ^  (1) Literally 'Sacred Charter of the Courts of Justice'.
    (2) Similar documents are known by various names, including constitution and statute. For example:
Country Law title
Vernacular Translation
Germany Gerichtsverfassungsgesetz Courts Constitution Act[ref-t.1]
Ireland Courts (Establishment and Constitution) Act, 1961[ref-t.2]
Japan Saibansho-hō (裁判所法)
Rome Statute of the International Criminal Court
Statute of the International Court of Justice
References
  1. ^  Müller-Rostin, Kathleen (2014). "Courts Constitution Act". Gesetze im Internet. Saarbrücken: Federal Ministry of Justice and Consumer Protection. Retrieved 2017-02-08. 
  2. ^  Office of the Attorney General of Ireland (n.d.). "Courts (Establishment and Constitution) Act, 1961". Irish Statute Book. Government of Ireland. Retrieved 2017-02-08. 
  3. ^  Ministry of Justice, Japan (2009). "Court Act". Japanese Law Translation Database System. Tokyo: Ministry of Justice, Japan. Retrieved 2017-02-08. 
  4. ^  Japan (1948). Constitution of Japan and the Court Organization Law, etc. Tokyo: Supreme Court of Japan. p. 20. Retrieved 2017-02-08. 
  5. ^  M. Lorenzo, Richard (1974). "The Judicial System of Japan". Case Western Reserve Journal of International Law 6 (2): 295. Retrieved 2017-02-08. 
  6. ^  R. Luney, Jr., Percy (1990). "The Judiciary: Its Organization Status in the Parliamentary System". Law and Contemporary Problems 53 (Winter 1990): 137. Retrieved 2017-02-08. 

Chapter 1[edit]

sectchap »

หมวด ๑
บททั่วไป

Chapter 1
General provisions

1[edit]

sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑

ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้มีสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

Section 1

The courts of justice under this Charter are of three tiers, that is, courts of first instance, appellate courts, and the Supreme Court of Justice, save where a law otherwise prescribes.

2[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒

ศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น

Section 2

Courts of first instance are the Civil Court, the Southern Bangkok Civil Court, the Thon Buri Civil Court, the Criminal Court, the Southern Bangkok Criminal Court, the Thon Buri Criminal Court, provincial courts, municipal courts, and other courts of justice which are designated as courts of first instance by their constituent acts.

3[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๓

ศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค

Section 3

Appellate courts are the Court of Appeal and the Regional Courts of Appeal.

4[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๔

ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และจะให้มีอำนาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใดซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของแต่ละศาลนั้นแยกต่างหากโดยเฉพาะก็ได้ โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

Section 4

  1. The Supreme Court of Justice, appellate courts, and courts of first instance may divide their official service into divisions or agencies called otherwise and may allow them to separately and specifically exercise the power over any type of cases or over cases in any district under the jurisdiction of their courts; prescribed that this shall be effected by the issuance of Courts of Justice Judicial Administration Commission announcements.
  2. The Courts of Justice Judicial Administration Commission announcements in accordance with paragraph 1 shall take effect upon their publication in the Government Gazette.

5[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๕[5.i]

ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมเพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน และให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง

Section 5[5.a]

The President of the Supreme Court of Justice shall bear the duty to law down Courts of Justice Judicial Service Rules so as to enable the conduct of business of the courts of justice in an orderly and uniform manner. And the President of the Supreme Court of Justice shall have the power to give advice to judges in relation to the correct observance of rules and processes as determined by law or otherwise determined.

Original notes

  1. ^  มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑

6[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๖

ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม มีอำนาจเสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง การยุบเลิก หรือการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลของศาลยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงจำนวน สภาพ สถานที่ตั้ง และเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็นเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

Section 6

The Secretary General of the Office of the Courts of Justice shall have the power to, with the approval of the Courts of Justice Judicial Service Commission, submit to the Council of Ministers for consideration and implementation opinions concerning the establishment of courts of justice, the dissolution of the same, or the change of their jurisdiction, having regard to the number, condition, locations, and jurisdiction of courts as necessary for enabling the orderly carriage of justice to the people throughout the Kingdom.

7[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๗

ให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมให้เหมาะสมตามความจำเป็นแห่งราชการ

Section 7

The Courts of Justice Judicial Service Commission shall determine a number of judges for a court of justice as appropriate for the necessity of its official service.

8[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๘

ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกา หนึ่งคน ประธานศาลอุทธรณ์ประจำศาลอุทธรณ์ หนึ่งคน ประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจำศาลอุทธรณ์ภาค ศาลละหนึ่งคน และให้มีอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน กับให้มีรองประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ประจำศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจำศาลอุทธรณ์ภาค และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม โดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกา จะกำหนดให้มีรองประธานศาลฎีกามากกว่าหนึ่งคน แต่ไม่เกินหกคน รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มากกว่าหนึ่งคน แต่ไม่เกินสามคนก็ได้[8.i]

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน ถ้ามีรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหลายคน ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ที่มีอาวุโสสูงสุด เป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน[8.ii]

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตามวรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสาม ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

Section 8

  1. There shall be one President of the Supreme Court of Justice for the Supreme Court of Justice, one President of the Court of Appeal for the Court of Appeal, and one President of the Regional Court of Appeal for each Regional Court of Appeal. And there shall be one chief judge of the court of first instance for each of the Civil Court, Southern Bangkok Civil Court, Thon Buri Civil Court, Criminal Court, Southern Bangkok Criminal Court, Thon Buri Criminal Court, and other courts of justice designated as courts of first instance by their constituent acts. In addition, there shall be one Vice President of the Supreme Court of Justice for Supreme Court of Justice, one Vice President of the Court of Appeal for the Court of Appeal, and one Vice President of the Regional Court of Appeal for each Regional Court of Appeal, as well as one deputy chief judge of the court of first instance for each of the Civil Court, Southern Bangkok Civil Court, Thon Buri Civil Court, Criminal Court, Southern Bangkok Criminal Court, Thon Buri Criminal Court, and other courts of justice designated as courts of first instance by their constituent acts. And in case of necessity for the benefit of the official service, the Courts of Justice Judicial Service Commission may, with the approval of the President of the Supreme Court of Justice, determine that there be more than one but not exceeding six Vice Presidents of the Supreme Court of Justice or more than one but not exceeding three Vice Presidents of the Court of Appeal, Vice Presidents of a Regional Court of Appeal, or deputy chief judges of a court of first instance.[8.a]
  2. When the position of President of the Supreme Court of Justice, President of the Court of Appeal, President of a Regional Court of Appeal, or chief judge of a court of first instance falls vacant or when the holder of the said position becomes unable to carry out his official service, the Vice President of the Supreme Court of Justice, Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, or deputy chief judge of the court of first instance, as the case may be, shall act in such capacity. If there are several Vice Presidents of the Supreme Court of Justice, Vice Presidents of the Court of Appeal, Vice Presidents of the Regional Court of Appeal, or deputy chief judges of the court of first instance, the most senior Vice President of the Supreme Court of Justice, Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, or deputy chief judge of the court of first instance shall act. If the most senior person is unable to carry out his official service, the person next in line of seniority shall act.[8.b]
  3. In the event that there is no person to act in the capacity of the President of the Supreme Court of Justice, President of the Court of Appeal, President of a Regional Court of Appeal, or chief judge of a court of first instance in accordance with paragraph 2, or there is one but the one becomes unable to carry out his official service, the most senior judge in such court shall act. If the most senior person is unable to carry out official service, the judge next in line of seniority shall act.
  4. In the event that there is no person to act in accordance with paragraph 3, the President of the Supreme Court of Justice may order a particular judge to act.
  5. No senior judge[8.1] or junior judge[8.2] shall act in the capacity of any position under paragraph 1.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐
  2. ^  มาตรา ๘ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐

  1. ^  Section 8, paragraph 1, has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 2) 2007.
  2. ^  Section 8, paragraph 2, has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 2) 2007.

Wikisource notes
  1. ^  According to the Courts of Justice Judicial Service Act 2000, a senior judge (ผู้พิพากษาอาวุโส) is a judge who has reached the retirement age (60) but remains in office until reaching 70 after passing ability assessments.
  2. ^  According to the Courts of Justice Judicial Service Act 2000, a junior judge (ผู้พิพากษาประจำศาล) is the second lowest judicial position. A judge starts his career as a judge trainee (ผู้ช่วยผู้พิพากษา) and may become a junior judge after one year in the judge trainee office.

9[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๙

ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

Section 9

  1. In provincial courts or municipal courts, there shall be one presiding judge of the court for each court.
  2. When the position of presiding judge of a provincial court or presiding judge of a municipal court falls vacant, or when the holder of the said position becomes unable to carry out his official service, the most senior judge in such court shall act in such capacity. If the most senior person in the court is unable to carry out his official service, the judge next in line of seniority of that court shall act.
  3. In the event that there is no person to act in accordance with paragraph 2, the President of the Supreme Court of Justice may order a particular judge to act.
  4. No senior judge[8.1] or junior judge[8.2] shall act in the capacity of any position under paragraph 1.

10[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๐

ในกรณีที่มีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นออกเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

Section 10

  1. In the event that the official service of the Supreme Court of Justice, an appellate court, or a court of first instance is divided into divisions or agencies called otherwise, there shall be one presiding judge of the division or presiding judge of the agency called otherwise for each division or agency.
  2. When the position of presiding judge of a division or presiding judge of an agency called otherwise according to paragraph 1 falls vacant, or when the holder of the said position becomes unable to carry out his official service, the most senior judge in such division or agency called otherwise shall act in such capacity. If the most senior person in the division or agency called otherwise is unable to carry out his official service, the judge next in line of seniority of that division or agency called otherwise shall act.
  3. In the event that there is no person to act in accordance with paragraph 2, the President of the Supreme Court of Justice may order a particular judge to act.
  4. No senior judge[8.1] or junior judge[8.2] shall act in the capacity of any position under paragraph 1.

11[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๑

ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑)[11.i] นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้
(๒) สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
(๓) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว
(๔) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา
(๕) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบและการดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล
(๖) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ
(๗) มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีอำนาจตาม (๒) ด้วย และให้มีหน้าที่ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมอบหมาย

Section 11

  1. The President of the Supreme Court of Justice, the President of the Court of Appeal, the Presidents of the Regional Courts of Appeal, the chief judges of the courts of first instance, and the presiding judges of the courts must be responsible for the official service of their courts so that it be conducted in an orderly manner, and they shall have the following authority also:
    (1)[11.a] to hear and adjudicate whatever case in their courts or, after inspecting the file of any case, to have the power to express dissenting opinions;
    (2) to give orders on motions and applications filed with them in accordance with the provisions of the procedural laws;
    (3) to oversee the correct application of rules and processes as determined by law or otherwise determined so that the trial and adjudication of cases be finalised with dispatch;
    (4) to give advice to judges in their courts regarding the inconvenience the judges meet in the performance of their duties;
    (5) to cooperate with administrative officers on all affairs concerning the organisation and conduct of administrative business of the courts;
    (6) to produce reports on cases and affairs of their courts to be sent in accordance with rules;
    (7) to exercise other authority as determined by law.
  2. The Vice Presidents of the Supreme Court of Justice, the Vice Presidents of the Court of Appeal, the Vice Presidents of the Regional Courts of Appeal, or the deputy chief judges of the courts of first instance shall also have the power under (2) and shall bear the duty to assist the President of the Supreme Court of Justice, the President of the Court of Appeal, the Presidents of the Regional Courts of Appeal, or the chief judges of the courts of first instance, as the case may be, as authorised by the President of the Supreme Court of Justice, the President of the Court of Appeal, the Presidents of the Regional Courts of Appeal, or the chief judges of the courts of first instance.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๑๑ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑

  1. ^  Section 11 (1) has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 3) 2008.

12[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๒

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ต้องรับผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้เป็นไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมที่ได้จัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้น และต้องปฏิบัติตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น

Section 12

The presiding judges of the divisions or the presiding judges of the agencies called otherwise in accordance with section 10, paragraph 1, must be responsible for the work of their divisions or agencies called otherwise so that it be carried out in an orderly manner as determined in the Courts of Justice Judicial Service Commission announcements constituting those divisions or agencies called otherwise, and must observe the orders of the President of the Supreme Court, the President of the Court of Appeal, the President of the Regional Court of Appeal, the chief judge of the court of first instance, or the presiding judge of the court they belong.

13[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๓[13.i]

ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน จำนวนเก้าภาค มีสถานที่ตั้งและเขตอำนาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา กับให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละสามคน ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม โดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกา จะกำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่าสามคน แต่ไม่เกินหกคนก็ได้

เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

Section 13[13.a]

  1. There shall be one Chief Judge of the Region for each of the nine Regions,[13.1] which have the locations and jurisdiction according to the determinations which the Courts of Justice Judicial Service Commission issues by publication in the Government Gazette, and there shall be three Deputy Chief Judges of the Region for each Region. In case of necessity for the benefit of the official service, the Courts of Justice Judicial Service Commission may, with the approval of the President of the Supreme Court of Justice, determine that there be more than three but not exceeding six Deputy Chief Judges of the Region.
  2. When a position of Chief Judge of the Region falls vacant or when the holder of the said position becomes unable to carry out his official service, the most senior Deputy Chief Judge of the Region shall act in such capacity. If the most senior person is unable to carry out his official service, the person next in line of seniority shall act.
  3. In the event that there is no person to act in accordance with paragraph 2, the President of the Supreme Court of Justice may order a particular judge to act.
  4. No senior judge[8.1] or junior judge[8.2] shall act in the capacity of any position under paragraph 1.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๑๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๕

Wikisource notes
  1. ^  Literally 'There shall be Chief Judges of Regions, one person for each Region, numbering nine Regions'.

14[edit]

« sect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๔

ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่ง โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) สั่งให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมรายงานเกี่ยวด้วยคดีหรือรายงานกิจการอื่นของศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตน
(๒) ในกรณีจำเป็น จะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำงานชั่วคราวมีกำหนดไม่เกินสามเดือนในอีกศาลหนึ่งโดยความยินยอมของผู้พิพากษานั้นก็ได้ แล้วรายงานไปยังประธานศาลฎีกาทันที

ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วย โดยให้มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) และให้มีหน้าที่ช่วยอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมอบหมาย[14.i]

Section 14

  1. The Chief Judge of a Region shall also be a judge of the courts under his jurisdiction, having the powers and duties as determined in section 11, paragraph 1, in addition to the following authority:
    (1) to order the heads of court of justice offices to send reports concerning cases or reports on other affairs of the courts under his jurisdiction;
    (2) in case of necessity, to order any particular judge of a court under his jurisdiction to go assist in the work of another court for a temporary period of not exceeding three months with the consent of that judge; prescribed that he shall then send a report to the President of the Supreme Court of Justice forthwith.
  2. The Deputy Chief Judges of a Region shall also be judges of the courts under their jurisdiction, having the powers as determined in section 11, paragraph 1 (2), and bearing the duty to assist the Chief Judge of their Region as authorised by the Chief Judge of the Region.[14.a]
Original notes

  1. ^  มาตรา ๑๔ วรรคสอง เพิ่มโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๕

  1. ^  Section 14, paragraph 2, has been inserted by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 4) 2012.

Chapter 2[edit]

« chapsect
sectchap »

หมวด ๒
เขตอำนาจศาล

Chapter 2
Court jurisdiction

15[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๕

ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Section 15

No particular court of justice shall admit for trial and adjudication a case which another court of justice has duly admitted, save where such case has been transferred to it in accordance with the provisions of a procedural law or with the Charter of the Courts of Justice.

16[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๖

ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา[16.i]

ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่น ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่ง หรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวง และอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

Section 16

  1. Courts of first instance have territorial jurisdiction as determined by their constituent acts. In case of necessity to change the jurisdiction of a court for the benefit of the carriage of justice to the people, this shall be enacted as a royal decree.[16.a]
  2. The Civil Court and the Criminal Court have territorial jurisdiction over all the districts of Bangkok Metropolis, save the districts under the territorial jurisdiction of the Southern Bangkok Civil Court, the Thon Buri Civil Court, the Southern Bangkok Criminal Court, the Thon Buri Criminal Court, the Min Buri Provincial Court, and other courts of justice, as determined by their constituent acts.
  3. In the event that a case is filed with the Civil Court or Criminal Court and such case took place outside the territorial jurisdiction of the Civil Court or Criminal Court, then the Civil Court or Criminal Court, as the case may be, may exercise its discretion as to whether it should accept to try and adjudicate the case or should issue an order transferring the case to another competent court of justice.
  4. In the event that a case is filed with a provincial court and such case took place inside the territorial jurisdiction of a municipal court and is under the power of a municipal court, the provincial court shall issue an order transferring the case to the competent municipal court.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๐

  1. ^  Section 16, paragraph 1, has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act 2007.

17[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๗

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง

Section 17

Municipal courts have the power to try and adjudicate cases and have the power to conduct examinations or issue whatever order for which a single judge has the power as determined in section 24 and section 25, paragraph 1.

18[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๘

ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

Section 18

Provincial courts have the power to try and adjudicate all the civil cases and criminal cases which are not under the power of the other courts of justice.

19[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๑๙

ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรี มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรี มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี

Section 19

  1. The Civil Court, the Southern Bangkok Civil Court, and the Thon Buri Civil Court have the power to try and adjudicate all civil cases and any of the other cases which are not under the power of the other courts of justice.
  2. The Criminal Court, the Southern Bangkok Criminal Court, and the Thon Buri Criminal Court have the power to try all the criminal cases which are not under the power of the other courts of justice, as well as any of the other cases which a law provides to be under the power of a court of criminal jurisdiction, as the case may be.

20[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๐

ศาลยุติธรรมอื่นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นหรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้

Section 20

Other courts of justice have the power to try and adjudicate cases as determined by their constituent acts or other laws.

21[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๑

ศาลอุทธรณ์มีเขตตลอดท้องที่ที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค

ในกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ และคดีนั้นอยู่นอกเขตของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งโอนคดีนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอำนาจ

Section 21

  1. The Court of Appeal has territorial jurisdiction over all the districts which are not under the territorial jurisdiction of the Regional Courts of Appeal.
  2. In the event that an appeal against a case is filed with the Court of Appeal and such case is outside the territorial jurisdiction of the Court of Appeal, the Court of Appeal may exercise its discretion as to whether it should accept to try and adjudicate the case or should issue an order transferring the case to the competent Regional Court of Appeal.

22[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๒

ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์และว่าด้วยเขตอำนาจศาล และมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมาย
(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

Section 22

The Court of Appeal and the Regional Courts of Appeal have the power to try and adjudicate all cases in which judgments or orders of the courts of first instance are appealed in accordance with the provisions of the laws on appeal and on court jurisdiction, and have the following power:

(1) to issue judgments affirming, modifying, reversing, or dismissing judgments of the courts of first instance which sentenced persons to the punishment of death or imprisonment for life, when the cases have been sent up to the Court of Appeal and the Regional Courts of Appeal as prescribed in the criminal procedure laws;
(2) to issue decisive rulings on motions and applications filed with the Court of Appeal or Regional Court of Appeal in accordance with law;
(3) to issue decisive rulings on cases which the Court of Appeal and the Regional Courts of Appeal have the power to decide in accordance with other laws.

23[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๓

ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้เสนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง และคดีที่อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค ตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่กรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา[23.i]

คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไป

Section 23

  1. The Supreme Court of Justice has the power to try and adjudicate cases which the Constitution or law permits to directly be submitted to the Supreme Court of Justice and cases in which appeals or final appeals are lodged against judgments or orders of the courts of first instance, Court of Appeal, or Regional Courts of Appeal as prescribed by law. But in the event that the Supreme Court of Justice finds that the points of law or points of fact according to an appeal or final appeal would not be material to the extent deserving consideration, the Supreme Court of Justice has the power to refuse to admit the case for trial and adjudication; prescribed that this shall be governed by the rules which the plenary session of the Supreme Court of Justice determines by publication in the Government Gazette.[23.a]
  2. As regards a case for which the Supreme Court of Justice has conducted a trial and issued a judgment or order, the parties have no right to present the Monarch with a petition against such case any longer.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑

  1. ^  Section 23, paragraph 1, has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 3) 2008.

Chapter 3[edit]

« chapsect
sectchap »

หมวด ๓
องค์คณะผู้พิพากษา

Chapter 3
Judicial quorums

24[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๔

ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น
(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

Section 24

A single judge shall have the following power:

(1) to issue summonses, criminal warrants, or writs requiring persons to be sent from or to other provinces;
(2) to issue whatever order which does not give rise to a decisive ruling on a dispute in a case.

25[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๕

ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะ มีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้

(๑) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง
(๒) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
(๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕)

Section 25

  1. In a court of first instance, a single judge constitutes a quorum with the following power concerning cases under the power of that court:
    (1) to conduct examinations and issue decisive rulings on motions or applications filed with the court for all cases;
    (2) to conduct examinations and issue orders concerning ancillary measures;
    (3) to conduct preliminary examinations and issue orders for criminal cases;
    (4) to try and adjudicate civil cases in which the values of property disputed or amounts of money claimed do not exceed three hundred thousand baht; prescribed that the said values of property disputed or amounts of money claimed may be increased by the issuance of royal decrees;
    (5) to try and adjudicate criminal cases for which the law determines imprisonment for not more than three years, or a fine of not exceeding sixty thousand baht, or both the imprisonment and the fine as the maximum rate of punishment; prescribed, however, that he cannot impose the punishment of imprisonment in excess of six months, or a fine in excess of ten thousand baht, or both imprisonment and fine of which either or both exceed the said rate.[25.1]
  2. No junior judge[8.2] has the power under (3), (4), or (5).
Wikisource notes
  1. ^  Literally 'but [he] is unable to impose the punishment of imprisonment in excess of six months, or a fine in excess of ten thousand baht, or both imprisonment and fine, which either or both of the punishment of imprisonment and fine exceed the said rate'.

26[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๖

ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

Section 26

Subject to section 25, as for the trial and adjudication of cases of a court of first instance other than a municipal court or another court of justice for which its constituent act determines otherwise, there must be at least two judges, amongst whom there must be no more than one junior judge,[8.2] to constitute a quorum with the power to try and adjudicate all civil cases or criminal cases.

27[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๗

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

Section 27

  1. As for the trial and adjudication of cases of the Court of Appeal, a Regional Court of Appeal, or the Supreme Court of Justice, there must be at least three judges to constitute a quorum with the power to try and adjudicate cases.
  2. Judges of the Court of Appeal, judges of a Regional Court of Appeal, and judges of the Supreme Court of Justice who attend the plenary session of such court or of a division of the said court have the power to, after inspecting the file of a case at the plenary session of the court or at a session of the division, adopt judgments or orders for the case and, only for the Court of Appeal or Regional Court of Appeal, have the power to express dissenting opinions also.

28[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๘

ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย
(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์ หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย
(๓)[28.i] ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย

Section 28

  1. If, during the trial of any case, there happens a force majeure or other inevitable necessity which causes any of the judges that constitute the quorum for the trial of such case to be unable to hear the case any longer, this judge shall continue the hearing of the case in his place:
    (1) for the Supreme Court of Justice is the President of the Supreme Court of Justice or a judge of the Supreme Court of Justice who has been authorised by the President of the Supreme Court of Justice;
    (2) for the Court of Appeal or a Regional Court of Appeal is the President of the Court of Appeal, the President of the Regional Court of Appeal, or a Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, or judge of the Court of Appeal or Regional Court of Appeal who has been authorised by the President of the Court of Appeal or President of the Regional Court of Appeal, as the case may be;
    (3)[28.a] for a court of first instance is the chief judge of the court of first instance, the Chief Judge of the Region, the presiding judge of the court, or a deputy chief judge of the court of first instance, Deputy Chief Judge of the Region, or court of first instance judge[28.1] of that court who has been authorised by the chief judge of the court of first instance, Chief Judge of the Region, presiding judge of the court, as the case may be.
  2. The persons who act in the capacity of the positions under section 8, section 9, and section 13 shall have the power according to (1), (2), and (3) also.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๒๘ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๕

  1. ^  Section 28 (3) has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 4) 2012.

Wikisource notes
  1. ^  Court of first instance judge (ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น) is a judicial office, according to the Courts of Justice Judicial Service Act 2000.

29[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๒๙

ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา
(๒) ในศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี
(๓)[29.i] ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย

Section 29

  1. If, during the adoption of a judgment for any case, there happens a force majeure or other inevitable necessity which causes any of the judges that constitute the quorum for the trial of such case to be unable to adopt the judgment for such case any longer, this judge shall have the power to affix his signature for the adoption of the judgment and, only for the Court of Appeal, Regional Courts of Appeal, and courts of first instance, shall also have the power to express dissenting opinions; prescribed that this shall be done after inspecting the file of that case:
    (1) for the Supreme Court of Justice is the President of the Supreme Court of Justice or Vice President of the Supreme Court of Justice;
    (2) for the Court of Appeal or a Regional Court of Appeal is the President of the Court of Appeal, President of the Regional Court of Appeal, Vice President of the Court of Appeal, or Vice President of the Regional Court of Appeal, as the case may be;
    (3)[28.a] for a court of first instance is the chief judge of the court of first instance, Chief Judge of the Region, deputy chief judge of the court of first instance, Deputy Chief Judges of the Region, or presiding judge of the court, as the case may be.
  2. The persons who act in the capacity of the positions under section 8, section 9, and section 13 shall have the power according to (1), (2), and (3) also.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๒๙ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๕

  1. ^  Section 29 (3) has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 4) 2012.

30[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๓๐

เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ หมายถึง กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

Section 30

In section 28 and section 29, other inevitable necessity denotes an event in which any of the judges that constitute the quorum hearing the case in question vacates the position he is holding, or is challenged and withdraws himself, or is unable to carry out his official service to the extent unable to hear or adopt a judgment for the case.

31[edit]

« chapsect
sectchap »
chaptoc

มาตรา ๓๑

เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ แล้ว ให้หมายความรวมถึง กรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่า ควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา ๒๕ (๕)
(๒) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา ๒๕ (๕) แล้วเห็นว่า ควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว
(๓) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้
(๔) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา ๒๕ (๔) ไปแล้วต่อมาปรากฏว่า ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

Section 31

In addition to that determined in section 30, other inevitable necessity in section 28 and section 29 shall also include the following events:

(1) an event in which a single judge preliminarily examines a criminal case and finds that a judgment should be issued to dismiss the charge, but the rate of punishment determined by the law for that case exceeds the rate of punishment under section 25 (5);
(2) an event in which a single judge tries a criminal case under section 25 (5) and finds that a judgment should be issued to impose the punishment of imprisonment in excess of six months, or a fine in excess of ten thousand baht, or both imprisonment and a fine of which either or both exceed the said rate;
(3) an event in which a judgment or order for any civil case of a court needs to be adopted by a quorum of several judges and the judges constituting such quorum are of conflicting opinions to the extent that no majority can be found;
(4) an event in which a single judge tries a civil case under section 25 (4) and later finds that the value of property disputed or amount of money claimed is beyond the trial and adjudication power of a single judge.

Chapter 4[edit]

« chapsect
sect »

หมวด ๔
การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี

Chapter 4
Assignment, transfer, and recall of case files

32[edit]

« chapsect
sect »
chaptoc

มาตรา ๓๒

ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีในแต่ละศาล แล้วแต่กรณี รับผิดชอบในการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดีนั้น โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม

การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความเหมาะสมขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบสำนวนคดีนั้น รวมทั้งปริมาณคดีที่องค์คณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะรับผิดชอบ

Section 32

  1. The President of the Supreme Court of Justice, the President of the Court of Appeal, the Presidents of the Regional Courts of Appeal, the chief judges of the courts of first instance, the presiding judges of courts, or the presiding judges of the divisions of each court, as the case may be, shall be responsible for the assignment of case files to the judicial quorums in their courts or in their divisions; prescribed that they shall observe the criteria and procedure determined by the Courts of Justice Judicial Service Rules.
  2. In issuing the Courts of Justice Judicial Service Rules according to paragraph 1, regard shall be had to the expertise and appropriateness of the judicial quorum that is to assume responsibility for the file of a case, as well as the quantity of the cases under the responsibility of each judicial quorum.

33[edit]

« chapsect
chaptoc

มาตรา ๓๓

การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าว ได้เสนอความเห็นให้กระทำได้[33.i]

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษา ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคน หรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น[33.ii]

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

ในกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษามีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลนั้นล่าช้า และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษานั้นขอคืนสำนวนคดีที่ตนรับผิดชอบอยู่ ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจรับคืนสำนวนคดีดังกล่าว และโอนให้ผู้พิพากษาหรือองค์คณะผู้พิพากษาอื่นในศาลนั้นรับผิดชอบแทนได้

Section 33

  1. The recall of a case file or the transfer of a case file under the responsibility of any judicial quorum shall be made by the President of the Supreme Court of Justice, the President of the Court of Appeal, the President of a Regional Court of Appeal, the chief judge of a court of first instance, or the presiding judge of a court only in an event which may affect the fairness of the trial and adjudication of cases in his court and when the Vice President of the Supreme Court of Justice, Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, deputy chief judge of the court of first instance, or judge of the provincial court or municipal court who, as the case may be, is the most senior officer in such court and has not participated in the constitution of the quorum in charge of the said case file, submits the opinion that this should be done.[33.a]
  2. In the event that the Vice President of the Supreme Court of Justice, Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, deputy chief judge of the court of first instance, or judge of the provincial court or municipal court who, as the case may be, is the most senior officer in such court is unable to carry out his official service or has participated in the constitution of the quorum in charge of the case file to be recalled or transferred, the Vice President of the Supreme Court of Justice, Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, deputy chief judge of the court of first instance, or judge of the provincial court or municipal court who is next in line of seniority shall have the power to submit the opinion in his place. In the event that there is only one Vice President of the Supreme Court of Justice, Vice President of the Court of Appeal, Vice President of the Regional Court of Appeal, or deputy chief judge of the court of first instance, or there are several officers but all of them are unable to carry out official service or have participated in the constitution of the quorum in charge of the case file to be recalled or transferred, the most senior judge of that court shall then be the person who has the power to submit the opinion.[33.b]
  3. No senior judge[8.1] or junior judge[8.2] has the power to submit the opinion according to paragraph 1 or paragraph 2.
  4. In the event that there is a large number of cases pending before a judge-rapporteur or judicial quorum, which would cause the trial and adjudication of cases in the court to be delayed, and the judge-rapporteur or judicial quorum seeks the permission to return a case file under his or its responsibility, the President of the Supreme Court of Justice, President of the Court of Appeal, President of the Regional Court of Appeal, chief judge of the court of first instance, or presiding judge of the court, as the case may be, shall have the power to accept the return of the said case file and transfer it into the responsibility of another judge or judicial quorum in his court instead.
Original notes

  1. ^  มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐
  2. ^  มาตรา ๓๓ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐

  1. ^  Section 33, paragraph 1, has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 2) 2007.
  2. ^  Section 33, paragraph 2, has been amended by the Charter of the Courts of Justice Amendment Act (No. 2) 2007.

Licences[edit]